บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
0.79
0.01 (1.25%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3741 out_tok=2953 at=2026-07-26T08:18:51 -->
# THE พลิกขาดทุนสุทธิ 189.89 ล้านบาทในปี 65 รับปริมาณขายเหล็กลดฮวบ
## รายได้-กำไรหดตัวแรง YoY เหตุเศรษฐกิจชะลอ-ต้นทุนพุ่ง ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยกดดันยังคงอยู่
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE รายงานผลประกอบการปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิ 189.89 ล้านบาท เทียบกับปี 2564 ที่มีกำไรสุทธิ 1,131.01 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากปริมาณการขายเหล็กที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมาก แม้ราคาขายเฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นก็ตาม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ THE ในปี 2565 เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **ปริมาณการขายที่ลดลงอย่างมากถึงประมาณร้อยละ 35.01** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการขายและให้บริการที่ลดลง 4,320.39 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 29.76 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าราคาขายโดยเฉลี่ยทั้งปีจะปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8.14 แต่ก็ไม่สามารถชดเชยปริมาณขายที่หายไปได้ ประกอบกับต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจาก 1,460.03 ล้านบาทในปี 2564 เหลือเพียง 216.95 ล้านบาทในปี 2565
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ปริมาณการขายลดลงมาจาก **ภาวะเศรษฐกิจโดยภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กที่ถดถอย** ผู้บริโภคและผู้ค้าส่งเหล็กชะลอการสั่งซื้อและการบริโภค เนื่องจากความไม่มั่นใจจากผลกระทบของโรคระบาดโควิด-19 และความยืดเยื้อของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมและลดอำนาจการซื้อของผู้บริโภค นอกจากนี้ ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 ยังเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงอย่างมาก
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากถ้อยคำที่ระบุว่า "ภาวะเศรษฐกิจโดยภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กถดถอย" และ "ผู้บริโภคและผู้ค้าส่งเหล็กชะลอการสั่งซื้อและชะลอการบริโภค เนื่องจากยังไม่มั่นใจผลกระทบจากโรคระบาดใหม่ไวรัสโคโรน่า 2019 และ ภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังยืดเยื้อ" บ่งชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดยรวม และมีแนวโน้มที่จะผันผวนตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มในระยะถัดไป แต่จากลักษณะของปัจจัยที่กล่าวมา คาดว่าอาจยังคงมีผลกระทบอยู่บ้างในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ปริมาณการขายก็มีโอกาสฟื้นตัวได้
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 189.89 ล้านบาท:** พลิกจากกำไร 1,131.01 ล้านบาทในปี 2564 คิดเป็นการลดลง 1,320.90 ล้านบาท หรือร้อยละ 116.79
* **รายได้จากการขายและบริการลดลง 29.76%:** อยู่ที่ 10,198.58 ล้านบาท จาก 14,518.97 ล้านบาทในปี 2564
* **ปริมาณการขายเหล็กลดลง 35.01%:** เป็นปัจจัยหลักกดดันรายได้ จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความไม่มั่นใจของผู้บริโภค
* **กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ:** เหลือ 216.95 ล้านบาท จาก 1,460.03 ล้านบาท แม้ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8.14% แต่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นมากกว่า
* **ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย:** ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่ม 21.03 ล้านบาท เป็น 434.54 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการตัดจ่ายหนี้สูญ 64.61 ล้านบาท
* **ต้นทุนทางการเงินและผลขาดทุนจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น:** ต้นทุนการเงินเพิ่มเป็น 75.81 ล้านบาท และรับรู้ขาดทุนจากบริษัทร่วม 12.31 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนรับรู้กำไร 354.36 ล้านบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปี 2565 บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 10,198.58 ล้านบาท ลดลง 4,320.39 ล้านบาท หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 29.76 เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีรายได้ 14,518.97 ล้านบาท การลดลงของรายได้มีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายเหล็กที่ลดลงประมาณร้อยละ 35.01 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กถดถอย ผู้บริโภคและผู้ค้าส่งชะลอการสั่งซื้อและบริโภค จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้ราคาขายโดยเฉลี่ยทั้งปีจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8.14 แต่ต้นทุนขายก็เพิ่มขึ้นมากกว่า ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมาก จาก 1,460.03 ล้านบาทในปี 2564 เหลือเพียง 216.95 ล้านบาทในปี 2565
ค่าใช้จ่ายขายและบริหารรวมอยู่ที่ 434.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.03 ล้านบาท จากปี 2564 ที่มี 413.31 ล้านบาท โดยมีการตัดจ่ายหนี้สูญจากเงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าที่เรียกเก็บไม่ได้จำนวน 64.61 ล้านบาทในปีนี้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่านายหน้าและค่าขนส่งลดลงตามยอดขาย ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจาก 52.52 ล้านบาท เป็น 75.81 ล้านบาท เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มสูงขึ้น และมีการรับรู้ขาดทุนจากบริษัทร่วม 12.31 ล้านบาทในปี 2565 เทียบกับปีก่อนที่รับรู้กำไร 354.36 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 189.89 ล้านบาท ในปี 2565 เทียบกับกำไรสุทธิ 1,131.01 ล้านบาทในปี 2564
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมเหล็กมีแนวโน้มดีขึ้น อาจส่งผลให้ความต้องการเหล็กเพิ่มขึ้น และปริมาณการขายของบริษัทฯ ฟื้นตัวได้
* **การบริหารต้นทุน:** หากบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่อง:** ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความต้องการเหล็กในระยะยาว
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบที่ผันผวนอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรของบริษัทฯ
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมเหล็กอาจกดดันราคาขายและส่วนแบ่งการตลาด
* **การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย:** ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทฯ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มปริมาณการขาย:** การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการขายในไตรมาสถัดไป จะเป็นสัญญาณสำคัญต่อการฟื้นตัวของรายได้
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนเหล็กและวัตถุดิบอื่นๆ จะส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมเหล็ก:** การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกเหล่านี้ จะมีผลต่ออุปสงค์และอุปทานในตลาด
* **การตัดจ่ายหนี้สูญ:** การบริหารจัดการลูกหนี้และการเรียกเก็บเงิน จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายหนี้สูญในอนาคต
* **ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วม:** การรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากบริษัทร่วม จะมีผลต่อผลกำไรสุทธิโดยรวม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate)
* **Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าคำสั่งซื้อคงค้าง (Order Book)
* **ราคาวัตถุดิบ:** แม้จะกล่าวถึงต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ระบุราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็ก ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณ 10.06% ในปี 2564 (คำนวณจาก 1,460.03 / 14,518.97) เป็นประมาณ 2.13% ในปี 2565 (คำนวณจาก 216.95 / 10,198.58)
* **การส่งออก:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออก
* **ค่าเงิน:** เอกสารไม่ได้ระบุผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง แต่กล่าวถึงต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ย
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือลดลงประมาณ 185 ล้านบาท เนื่องจากภาวะการขายลดลง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ที่ 5,221.20 ล้านบาท ลดลง 386.14 ล้านบาท จาก 5,607.34 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของลูกหนี้การค้าประมาณ 360 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือลดลงประมาณ 185 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการขายที่ลดลง
หนี้สินรวมลดลง 82.41 ล้านบาท จาก 3,079.67 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 เป็น 2,997.26 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 เนื่องจากมีการลดการสั่งซื้อสินค้า ทำให้การใช้สินเชื่อระยะสั้นลดลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทฯ มีผลขาดทุนสูงในปี 2565 ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 1.22 เท่า ณ สิ้นปี 2564 เป็น 1.35 เท่า ณ สิ้นปี 2565
เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงินโดยละเอียด
## สรุปท้าย
ปี 2565 ถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับ THE โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ปริมาณการขายเหล็กที่หดตัวลงอย่างหนัก จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนต่างๆ ส่งผลให้รายได้และกำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีความพยายามในการบริหารราคาขาย แต่ก็ไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปได้ ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายการพิเศษบางประการ ทำให้บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ อย่างไรก็ตาม การลดลงของสินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้าสะท้อนถึงการปรับตัวตามสถานการณ์ แต่ D/E Ratio ที่ปรับสูงขึ้นก็เป็นจุดที่ต้องจับตา การฟื้นตัวในอนาคตจะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และความสามารถของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มปริมาณการขายท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ THE ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
1,304.86
ล้านบาท
↓ 33.9% YoY
กำไรขั้นต้น
-7.11
ล้านบาท
↓ 125.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-0.55
%
กำไรสุทธิ
-47.84
ล้านบาท
↑ 48.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-3.67
%
D/E Ratio
0.80
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,305
↓ -33.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-7
↓ -125.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-48
↑ + 48.9%
YoY
D/E Ratio
0.80
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — THE
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.80
ROE (%)
-3.60
ROA (%)
-0.09
Book Value/หุ้น
1.75
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — THE
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-297
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+116
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — THE
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-297.03
-156.43%
|
526.41
-169.32%
|
-759.40
-153.16%
|
1,428.65
-6.05%
|
1,520.57
+52.08%
|
999.84
+407.22%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
116.46
+3,756.29%
|
3.02
-100.81%
|
-374.65
+394.13%
|
-75.82
+1,159.47%
|
-6.02
-69.41%
|
-19.68
+5.41%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
356.79
-166.15%
|
-539.38
-134.07%
|
1,582.97
-223.71%
|
-1,279.56
-24.22%
|
-1,688.53
+84.05%
|
-917.45
+681.27%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
176.19
-2,132.18%
|
-8.67
-101.93%
|
448.92
+347.40%
|
100.34
-157.66%
|
-174.01
-377.48%
|
62.71
+2.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
143.51
-24.79%
|
190.80
-44.80%
|
345.63
+288.61%
|
88.94
-55.39%
|
199.38
+45.88%
|
136.67
+80.64%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
89.15
-37.88%
|
143.51
-24.79%
|
190.80
-44.80%
|
345.63
+288.61%
|
88.94
-55.39%
|
0.00
|