บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
0.79
0.01 (1.25%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3861 out_tok=3015 at=2026-07-26T09:03:13 -->
# THE พลิกขาดทุนหนัก Q3/2565 รับผลกระทบเศรษฐกิจถดถอย-สงครามฉุดยอดขาย
## รายได้-กำไร ดิ่งแรง YoY เหตุปริมาณขายวูบ 40% ขณะต้นทุนพุ่ง-ตั้งหนี้สูญกดดัน
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิ 204.24 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 151.82 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 44.62% ขณะที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น และมีการตั้งสำรองหนี้สูญ ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ THE ในไตรมาส 3/2565 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน คือ **การหดตัวอย่างรุนแรงของปริมาณการขายเหล็กที่ลดลงถึง 40.46%** ประกอบกับการ **ปรับลดลงของราคาขายเฉลี่ย 11.73%** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการขายที่ลดลงถึง 44.62% หรือ 1,693.76 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจากการ **ตั้งหนี้สูญ 64.61 ล้านบาท** และ **การรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทร่วม 12.77 ล้านบาท** ซึ่งเป็นรายการที่กระทบต่อกำไรสุทธิโดยตรง
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ปริมาณการขายที่ลดลงอย่างมากเกิดจาก **ภาวะเศรษฐกิจโดยภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กที่ถดถอย** ผู้บริโภคและผู้ค้าส่งเหล็กชะลอการสั่งซื้อและบริโภค เนื่องจากยังมีความไม่มั่นใจจากผลกระทบของโรคระบาดใหม่ (COVID-19) และ **ภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ** ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม ทำให้อำนาจการซื้อของผู้บริโภคลดลง การที่ราคาขายเฉลี่ยลดลงก็สอดคล้องกับภาวะอุปสงค์ที่อ่อนแอลง
ส่วนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น แม้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารบางส่วนจะลดลงตามยอดขาย แต่มีการ **ตัดจ่ายหนี้สูญจากเงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าที่เรียกเก็บไม่ได้** จำนวน 64.61 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่กระทบกำไรโดยตรง ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มสูงขึ้น และมีการรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทร่วม 12.77 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนมีกำไรจากส่วนนี้ 73.14 ล้านบาท การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงจาก 293.18 ล้านบาท ใน Q3/2564 เหลือเพียง 56.35 ล้านบาท ใน Q3/2565
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร **ยังไม่ชัดเจนว่าปัจจัยลบเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่** เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุถึงความไม่มั่นใจจากปัจจัยภายนอกที่ยังยืดเยื้อ (โรคระบาด, สงคราม) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากและส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง อย่างไรก็ตาม การที่ปริมาณการขายลดลงมากถึง 40% บ่งชี้ถึงความเปราะบางของอุปสงค์ในปัจจุบัน การตั้งหนี้สูญก็อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ **จึงมีลักษณะเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด** โดยมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นแรงกดดันในระยะสั้น หากปัจจัยภายนอกยังไม่คลี่คลาย
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 204.24 ล้านบาท** ใน Q3/2565 พลิกจากกำไร 151.82 ล้านบาทใน Q3/2564
* **รายได้จากการขายลดลง 44.62%** เหลือ 2,102.41 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณขายวูบ 40.46% และราคาขายเฉลี่ยลดลง 11.73%
* **กำไรขั้นต้นหดตัว 80.8%** เหลือ 56.35 ล้านบาท จาก 293.18 ล้านบาท
* **ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการตั้งหนี้สูญ 64.61 ล้านบาท** และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น
* **สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 398.76 ล้านบาท** เป็น 6,006.10 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากลูกหนี้การค้าและเงินจ่ายล่วงหน้า
* **หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 652.87 ล้านบาท** เป็น 3,732.54 ล้านบาท จากการใช้สินเชื่อระยะสั้นสูงขึ้น ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มเป็น 1.64 เท่า
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE มีรายได้จากการขายรวม 2,102.41 ล้านบาท ลดลง 1,693.76 ล้านบาท หรือ 44.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 3,796.17 ล้านบาท การลดลงนี้มีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายเหล็กที่ลดลงถึง 40.46% และราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลง 11.73% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 293.18 ล้านบาท ใน Q3/2564 เหลือเพียง 56.35 ล้านบาทใน Q3/2565
เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งหนี้สูญ 64.61 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และการรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทร่วม 12.77 ล้านบาท (เทียบกับกำไร 73.14 ล้านบาทในปีก่อน) ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 204.24 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2565 เทียบกับกำไรสุทธิ 151.82 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2564 คิดเป็นการลดลง 356.06 ล้านบาท หรือ 234.52%
## โอกาส
เอกสารไม่ได้ระบุถึงโอกาสในการเติบโต หรือปัจจัยบวกที่ชัดเจนสำหรับไตรมาส 3/2565 โดยตรง แต่การที่บริษัทฯ ยังคงมีรายได้จากการขายจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจที่ยังคงมีอยู่ แม้จะเผชิญกับภาวะตลาดที่ท้าทาย
## ความเสี่ยง
ความเสี่ยงหลักที่ฝ่ายจัดการระบุและส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสนี้ ได้แก่:
* **ภาวะเศรษฐกิจโดยภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กถดถอย:** ส่งผลให้ผู้บริโภคและผู้ค้าส่งชะลอการสั่งซื้อ
* **ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก:** ผลกระทบจากโรคระบาดใหม่ และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **ความเสี่ยงด้านเครดิต:** การตั้งหนี้สูญจากเงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าที่เรียกเก็บไม่ได้ สะท้อนความเสี่ยงในการเรียกเก็บเงินจากคู่ค้า
* **อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น:** ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาสนี้จะมีการตั้งประมาณการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง แต่ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มปริมาณการขายเหล็กในไตรมาสถัดไป จะฟื้นตัวหรือยังคงหดตัว
* ทิศทางราคาขายเฉลี่ยของเหล็ก จะปรับตัวขึ้นหรือลงตามภาวะตลาด
* การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
* สถานการณ์หนี้เสีย และความสามารถในการเรียกเก็บหนี้จากลูกค้า
* ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก (โรคระบาด, สงคราม) ต่ออุปสงค์ในประเทศ
* การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบต่อการรับรู้กำไร/ขาดทุน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในไตรมาส 3/2565 บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในภาคอุตสาหกรรมเหล็ก โดย **Utilization Rate** (อัตราการใช้กำลังการผลิต) ไม่ได้ถูกระบุโดยตรงในเอกสาร แต่ปริมาณการขายที่ลดลงถึง 40.46% บ่งชี้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตน่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
**Order Book** (คำสั่งซื้อในมือ) ไม่ได้ถูกกล่าวถึงโดยตรง แต่การที่ปริมาณการขายลดลงมาก สะท้อนถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอในปัจจุบัน
**ราคาวัตถุดิบ** (ซึ่งในที่นี้คือเหล็กสำเร็จรูปที่ขาย) มีการปรับลดลงเฉลี่ย 11.73% ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อรายได้
**Gross Profit Margin (GPM)** หดตัวลงอย่างรุนแรง จาก 7.73% ใน Q3/2564 (คำนวณจาก 293.18/3796.17) มาอยู่ที่ 2.68% ใน Q3/2565 (คำนวณจาก 56.35/2102.41) ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาขายและ/หรือต้นทุนที่อาจสูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาขาย
**การส่งออก** ไม่ได้ถูกกล่าวถึงเป็นปัจจัยหลักในเอกสาร
**ค่าเงินบาท** มีการอ่อนค่าลง ซึ่งตามหลักควรจะช่วยลดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หรืออาจสร้างกำไรได้ แต่ในไตรมาสนี้มีการตั้งประมาณการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 42.37 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อน 44.80 ล้านบาท แสดงว่าผลกระทบจากค่าเงินยังคงมีอยู่ แต่ลดน้อยลง
**สินค้าคงคลัง** ไม่ได้ถูกกล่าวถึงโดยตรง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ที่ 6,006.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 398.76 ล้านบาท จากสิ้นปี 2564 (5,607.34 ล้านบาท) การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นประมาณ 180 ล้านบาท, เงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้า 60 ล้านบาท และลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ 87 ล้านบาท
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 652.87 ล้านบาท จาก 3,079.67 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 เป็น 3,732.54 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/2565 การเพิ่มขึ้นนี้เกิดจากการสั่งซื้อสินค้าสูงในไตรมาสก่อน ทำให้มีการใช้สินเชื่อระยะสั้นเพิ่มขึ้นประมาณ 780 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มจาก 1.22 เท่า ณ สิ้นปี 2564 เป็น 1.64 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2565
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน, การลงทุน และการจัดหาเงิน ไม่ได้ถูกระบุรายละเอียดในเอกสารนี้
## สรุปท้าย
ผลประกอบการไตรมาส 3/2565 ของ THE สะท้อนถึงความท้าทายอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปัจจัยภายนอกที่กดดันกำลังซื้อ ทำให้ปริมาณการขายเหล็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการตั้งหนี้สูญและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ 204.24 ล้านบาท แม้สินทรัพย์รวมจะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ แต่หนี้สินรวมก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้น การฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับการคลี่คลายของปัจจัยภายนอก และความสามารถในการปรับตัวรับมือกับอุปสงค์ที่อ่อนแอของตลาดเหล็ก
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ THE ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
1,304.86
ล้านบาท
↓ 33.9% YoY
กำไรขั้นต้น
-7.11
ล้านบาท
↓ 125.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-0.55
%
กำไรสุทธิ
-47.84
ล้านบาท
↑ 48.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-3.67
%
D/E Ratio
0.80
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,305
↓ -33.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-7
↓ -125.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-48
↑ + 48.9%
YoY
D/E Ratio
0.80
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — THE
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.80
ROE (%)
-3.60
ROA (%)
-0.09
Book Value/หุ้น
1.75
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — THE
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-297
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+116
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — THE
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-297.03
-156.43%
|
526.41
-169.32%
|
-759.40
-153.16%
|
1,428.65
-6.05%
|
1,520.57
+52.08%
|
999.84
+407.22%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
116.46
+3,756.29%
|
3.02
-100.81%
|
-374.65
+394.13%
|
-75.82
+1,159.47%
|
-6.02
-69.41%
|
-19.68
+5.41%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
356.79
-166.15%
|
-539.38
-134.07%
|
1,582.97
-223.71%
|
-1,279.56
-24.22%
|
-1,688.53
+84.05%
|
-917.45
+681.27%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
176.19
-2,132.18%
|
-8.67
-101.93%
|
448.92
+347.40%
|
100.34
-157.66%
|
-174.01
-377.48%
|
62.71
+2.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
143.51
-24.79%
|
190.80
-44.80%
|
345.63
+288.61%
|
88.94
-55.39%
|
199.38
+45.88%
|
136.67
+80.64%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
89.15
-37.88%
|
143.51
-24.79%
|
190.80
-44.80%
|
345.63
+288.61%
|
88.94
-55.39%
|
0.00
|