บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
0.79
0.01 (1.25%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3736 out_tok=2493 at=2026-07-27T13:23:19 -->
# THE Q2/2564 กำไรพุ่ง 1,805% รับปริมาณ-ราคาเหล็กพุ่งแรง
## รายได้-กำไรโตสนั่น รับอานิสงส์เหล็กขาดแคลน-ราคาพุ่ง ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นปัจจัยขนส่ง-โรคระบาดเป็นตัวเร่ง
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 360.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 1,805.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรเพียง 18.90 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่พุ่งสูงขึ้นถึง 148.92% เป็น 4,191.97 ล้านบาท
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ THE ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือ **การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของทั้งปริมาณการขายและราคาขายเฉลี่ยของเหล็ก** ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายและกำไรขั้นต้นเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 148.92% และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 38.82 ล้านบาท เป็น 475.50 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ปริมาณการขายเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 83.98% มาจากการที่วัตถุดิบเหล็กจากต่างประเทศนำเข้าได้ลดลง เนื่องจากปัญหาการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเหล็กในประเทศ ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยทั้งไตรมาสปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 38.84% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรขั้นต้น นอกจากนี้ การรับรู้กำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นจาก 19.11 ล้านบาท เป็น 111.56 ล้านบาท ก็เป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนกำไรสุทธิให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก** แม้ว่าสถานการณ์การขาดแคลนเหล็กที่เกิดจากปัญหาการขนส่งและโรคระบาดจะเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น แต่ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากปัญหาการขนส่งยังคงอยู่ หรือความต้องการเหล็กในประเทศยังคงสูง ก็มีโอกาสที่ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลดีต่อผลประกอบการในไตรมาสถัดไปได้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่หากสถานการณ์การขนส่งคลี่คลาย หรือมีผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาเสริมกำลังการผลิต อาจส่งผลให้ราคาและปริมาณการขายปรับตัวลดลงได้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพุ่ง 1,805.40% YoY:** จาก 18.90 ล้านบาท เป็น 360.12 ล้านบาท
* **รายได้จากการขายโต 148.92% YoY:** แตะระดับ 4,191.97 ล้านบาท
* **ปริมาณขายเหล็กเพิ่ม 83.98%:** จากปัญหาการขนส่งและขาดแคลนวัตถุดิบนำเข้า
* **ราคาขายเฉลี่ยเหล็กเพิ่ม 38.84%:** หนุนรายได้และกำไรขั้นต้น
* **กำไรขั้นต้นพุ่งสูง:** จาก 38.82 ล้านบาท เป็น 475.50 ล้านบาท
* **รับรู้กำไรจากบริษัทร่วมเพิ่ม:** จาก 19.11 ล้านบาท เป็น 111.56 ล้านบาท
* **หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น:** จาก 2,701.83 ล้านบาท เป็น 4,396.78 ล้านบาท ส่งผล D/E เพิ่มเป็น 2.09 เท่า
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 4,191.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 148.92% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ 1,684.05 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการที่ปริมาณการขายเหล็กเพิ่มขึ้นถึง 83.98% และราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 38.84% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 38.82 ล้านบาท เป็น 475.50 ล้านบาท แม้ว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารจะเพิ่มขึ้นจากการปรับผลตอบแทนพนักงานและค่าขนส่ง แต่ต้นทุนทางการเงินลดลง ประกอบกับการรับรู้กำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 360.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 1,805.40% เมื่อเทียบกับปีก่อน
## โอกาส
* **อานิสงส์จากภาวะเหล็กขาดแคลน:** ปัญหาการขนส่งระหว่างประเทศที่ส่งผลให้วัตถุดิบเหล็กนำเข้าลดลง สร้างโอกาสให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถขายสินค้าได้ในปริมาณที่สูงขึ้นและราคาที่ดีขึ้น
* **การรับรู้กำไรจากบริษัทร่วม:** การเพิ่มขึ้นของกำไรจากบริษัทร่วมบ่งชี้ถึงการดำเนินงานที่ดีของบริษัทที่ร่วมลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการโดยรวม
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** หากราคาวัตถุดิบเหล็กยังคงอยู่ในระดับสูง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้และกำไรของบริษัท
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาเหล็กมีความผันผวนสูงตามสภาวะตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรของบริษัท
* **ปัญหาการขนส่งระหว่างประเทศ:** ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การขนส่งทั่วโลกอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าในอนาคต
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** อุตสาหกรรมเหล็กมีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดและราคาขาย
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E):** อัตราส่วน D/E ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.09 เท่า อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการเงินหากบริษัทไม่สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มปัญหาการขนส่ง:** การคลี่คลายหรือยืดเยื้อของปัญหาการขนส่งระหว่างประเทศ จะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณวัตถุดิบนำเข้าและราคาเหล็ก
* **ทิศทางราคาเหล็กในตลาดโลก:** การเปลี่ยนแปลงของราคาเหล็กจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้และกำไรของบริษัท
* **การบริหารจัดการหนี้สิน:** บริษัทจะสามารถบริหารจัดการหนี้สินที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร เพื่อรักษาสภาพคล่องและความมั่นคงทางการเงิน
* **การรับรู้กำไรจากบริษัทร่วม:** ความสามารถในการรักษาระดับการรับรู้กำไรจากบริษัทร่วมในไตรมาสถัดไป
* **ปริมาณคำสั่งซื้อ (Order Book):** สถานะของคำสั่งซื้อในอนาคต จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปริมาณการขายในระยะต่อไป
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากสภาวะตลาดเหล็กที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการขนส่งทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบเหล็ก ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ปริมาณการขายของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 83.98% ควบคู่ไปกับการปรับขึ้นของราคาขายเฉลี่ยถึง 38.84% ทำให้รายได้จากการขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 148.92% การเพิ่มขึ้นของปริมาณและราคาขายนี้ส่งผลโดยตรงต่อการขยายตัวของกำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 38.82 ล้านบาท เป็น 475.50 ล้านบาท แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเพิ่มขึ้นตามยอดขายและค่าขนส่ง แต่การลดลงของต้นทุนทางการเงิน และการรับรู้กำไรที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทร่วม ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 360.12 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตที่น่าประทับใจ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ที่ 6,504.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,185.66 ล้านบาท จากสิ้นปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังประมาณ 870 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1,100 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ มูลค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมก็เพิ่มขึ้นประมาณ 150 ล้านบาท จากกำไรที่เพิ่มขึ้น
ด้านหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 1,694.95 ล้านบาท จาก 2,701.83 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 เป็น 4,396.78 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 การเพิ่มขึ้นนี้เกิดจากการเพิ่มการสั่งซื้อสินค้า ทำให้การใช้สินเชื่อระยะสั้นและเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 1.67 เท่า เป็น 2.09 เท่า
## สรุปท้าย
ผลประกอบการของ THE ในไตรมาส 2 ปี 2564 ได้รับแรงหนุนหลักจากการที่ปริมาณการขายและราคาขายเหล็กปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากปัญหาการขนส่งระหว่างประเทศที่ส่งผลให้เกิดภาวะเหล็กขาดแคลนในประเทศ แม้ว่าปัจจัยนี้จะส่งผลดีต่อรายได้และกำไรอย่างมาก แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ การแข่งขันในอุตสาหกรรม และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มปัญหาการขนส่งและทิศทางราคาเหล็กในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงของบริษัทในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ THE ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
1,304.86
ล้านบาท
↓ 33.9% YoY
กำไรขั้นต้น
-7.11
ล้านบาท
↓ 125.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-0.55
%
กำไรสุทธิ
-47.84
ล้านบาท
↑ 48.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-3.67
%
D/E Ratio
0.80
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,305
↓ -33.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-7
↓ -125.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-48
↑ + 48.9%
YoY
D/E Ratio
0.80
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — THE
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.80
ROE (%)
-3.60
ROA (%)
-0.09
Book Value/หุ้น
1.75
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — THE
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-297
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+116
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — THE
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-297.03
-156.43%
|
526.41
-169.32%
|
-759.40
-153.16%
|
1,428.65
-6.05%
|
1,520.57
+52.08%
|
999.84
+407.22%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
116.46
+3,756.29%
|
3.02
-100.81%
|
-374.65
+394.13%
|
-75.82
+1,159.47%
|
-6.02
-69.41%
|
-19.68
+5.41%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
356.79
-166.15%
|
-539.38
-134.07%
|
1,582.97
-223.71%
|
-1,279.56
-24.22%
|
-1,688.53
+84.05%
|
-917.45
+681.27%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
176.19
-2,132.18%
|
-8.67
-101.93%
|
448.92
+347.40%
|
100.34
-157.66%
|
-174.01
-377.48%
|
62.71
+2.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
143.51
-24.79%
|
190.80
-44.80%
|
345.63
+288.61%
|
88.94
-55.39%
|
199.38
+45.88%
|
136.67
+80.64%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
89.15
-37.88%
|
143.51
-24.79%
|
190.80
-44.80%
|
345.63
+288.61%
|
88.94
-55.39%
|
0.00
|