บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุก่อสร้าง
1.21
0.04 (3.20%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=10053 out_tok=3102 at=2026-07-26T06:35:05 -->
# STECH Q3/2564 กำไรสุทธิโต 14.5% จากรายได้ส่งมอบงานสูง แต่ภาพรวม 9 เดือนกำไรหด
## รายได้จากการขายและบริการฟื้นตัวแรงในไตรมาส 3 หนุนกำไร แต่ต้นทุนวัตถุดิบกดดันภาพรวม 9 เดือน
บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 40.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้จากการขายและบริการที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2564 กำไรสุทธิยังคงลดลง 26.19% เนื่องจากไม่มีรายได้จากธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างโครงการ และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ STECH ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่แตกต่างกันระหว่างรายไตรมาสและราย 9 เดือน คือ **การฟื้นตัวของรายได้จากการขายและบริการในไตรมาส 3** ซึ่งเติบโตถึง 30.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 14.50% แต่ในขณะเดียวกัน **การหายไปของรายได้และต้นทุนจากงานก่อสร้างโครงการ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น** ได้กดดันผลประกอบการภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2564 ทำให้กำไรสุทธิลดลงถึง 26.19%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**สำหรับไตรมาส 3:** การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการมาจากปริมาณการส่งมอบงานที่ค่อนข้างสูง ทั้งงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้สามารถเปิดหน้างานก่อสร้างได้อีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2564 การส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรของบริษัทฯ ในไตรมาสนี้
**สำหรับภาพรวม 9 เดือน:** สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรลดลงมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ
1. **การไม่มีรายได้จากธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างโครงการ:** ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ ไม่มีรายได้จากส่วนนี้เลย ขณะที่ปีก่อนมีรายได้จากส่วนนี้อยู่ ทำให้ภาพรวมรายได้รวมลดลง 1.59%
2. **ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น:** บริษัทฯ เผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะลวดเหล็กที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นกว่า 10% แม้จะสามารถปรับราคาขายเพิ่มขึ้นได้บางส่วน แต่ก็ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจขายและบริการที่ลดลง 14.81% ในช่วง 9 เดือนแรก
นอกจากนี้ การเลื่อนและชะลอการลงทุนของภาคเอกชน และการประมูลงานภาครัฐที่ล่าช้ากว่าแผนงาน ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรก
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง (สำหรับรายได้จากการขายและบริการ) / ยังไม่ชัดเจน (สำหรับภาพรวม 9 เดือน):**
* **รายได้จากการขายและบริการ:** มีแนวโน้มที่จะต่อเนื่องในทิศทางที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลง และการที่บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี มูลค่า 97.97 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มงานภายในไตรมาส 4 ปี 2564 และมีระยะเวลาการทำงาน 1 ปี เป็นสัญญาณบวก
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มผันผวนตามสภาวะตลาดโลก และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะปรับลดลงเมื่อใด
* **งานก่อสร้างโครงการ:** การที่บริษัทฯ ไม่มีรายได้และต้นทุนจากงานก่อสร้างโครงการในปี 2564 ทำให้ผลประกอบการ 9 เดือนแรกได้รับผลกระทบ แต่การได้สัญญาใหม่เข้ามาจะช่วยชดเชยส่วนนี้ได้ในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิไตรมาส 3/2564 เติบโต 14.50%** มาอยู่ที่ 40.71 ล้านบาท จาก 35.56 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายและบริการไตรมาส 3/2564 เพิ่มขึ้น 30.62%** เป็น 428.51 ล้านบาท จาก 328.06 ล้านบาทในปีก่อน
* **กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2564 ลดลง 26.19%** อยู่ที่ 94.47 ล้านบาท จาก 127.99 ล้านบาทในปีก่อน
* **ต้นทุนขายและบริการ 9 เดือนแรกปี 2564 เพิ่มขึ้น 11.94%** เป็น 974.33 ล้านบาท จาก 870.38 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีผลจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี มูลค่า 97.97 ล้านบาท** คาดเริ่มงานไตรมาส 4/2564 และมีระยะเวลา 1 ปี
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการรวม 428.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการส่งมอบงานในปริมาณค่อนข้างสูงทั้งงานภาครัฐและเอกชน หลังจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ทำให้สามารถเปิดหน้างานก่อสร้างได้อีกครั้ง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 39.52% เป็น 85.79 ล้านบาท เมื่อรวมกับรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ทำให้กำไรก่อนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 14.49% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 14.50% เป็น 40.71 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,188.60 ล้านบาท ลดลง 1.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการไม่มีรายได้จากธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างโครงการ ซึ่งปี 2563 ยังมีรายได้ในส่วนนี้อยู่ แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเพิ่มขึ้น 5.95% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ ประกอบกับต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 11.94% จากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานลดลง 22.26% เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ลดลงบางส่วน ทำให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง 26.72% และกำไรสุทธิลดลง 26.19% เป็น 94.47 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการก่อสร้าง:** การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และการกลับมาเปิดหน้างานก่อสร้างได้ ทำให้มีโอกาสในการส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้น
* **การได้สัญญาใหม่:** การลงนามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี มูลค่า 97.97 ล้านบาท จะช่วยสร้างรายได้และผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2564 และปีถัดไป
* **รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น:** การมีรายได้จากการขายเศษวัสดุและสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เป็นส่วนเสริมรายได้ที่สำคัญ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** บริษัทฯ มีความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การยกเลิกการจ่ายค่าคอมมิชชั่นนายหน้า และการกลับรายการด้อยค่าอสังหาริมทรัพย์
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น เช่น ลวดเหล็ก อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทฯ หากไม่สามารถปรับราคาขายเพิ่มขึ้นได้ทัน
* **ความล่าช้าของโครงการภาครัฐและเอกชน:** การประมูลงานภาครัฐที่ล่าช้ากว่าแผน และการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณงานในอนาคต
* **สถานการณ์โควิด-19:** แม้จะคลี่คลายลง แต่หากมีการระบาดระลอกใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการส่งมอบงานได้อีกครั้ง
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ธุรกิจคอนกรีตและงานก่อสร้างมีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจกดดันราคาขายและอัตรากำไร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าของสัญญาใหม่:** การดำเนินงานก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี มูลค่า 97.97 ล้านบาท และการรับรู้รายได้จากสัญญาดังกล่าว
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ลวดเหล็ก และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย
* **การประมูลงานภาครัฐและเอกชน:** โอกาสในการได้รับงานใหม่ๆ เพื่อทดแทนรายได้จากงานก่อสร้างโครงการที่หายไป
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงต้นทุนการผลิต
* **ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19:** การติดตามมาตรการของภาครัฐ และผลกระทบต่อการดำเนินงาน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **รายได้จากการขายและบริการ:** ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3 จากการกลับมาเปิดหน้างานก่อสร้างได้ ทำให้ปริมาณการส่งมอบงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อธุรกิจหลัก
* **งานก่อสร้างโครงการ:** บริษัทฯ ยังไม่มีรายได้จากส่วนนี้ในปี 2564 แต่ได้มีการลงนามสัญญาใหม่มูลค่า 97.97 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 เป็นต้นไป ถือเป็นการกลับเข้ามาสู่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอีกครั้ง
* **ต้นทุน:** ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้นตามปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น และได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะลวดเหล็ก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ
* **อัตรากำไรขั้นต้น:** อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายและบริการในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 39.52% สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ภาพรวม 9 เดือนแรกอัตรากำไรขั้นต้นลดลง 14.81% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **Backlog:** การได้สัญญาใหม่เข้ามาช่วยเสริม Backlog ของบริษัทฯ ให้มีความต่อเนื่องในการรับรู้รายได้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 18.56% มาอยู่ที่ 2,137.61 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ
* **หนี้สินรวม:** หนี้สินรวมลดลง 10.63% มาอยู่ที่ 932.09 ล้านบาท เนื่องจากการชำระคืนเงินกู้และตั๋วสัญญาใช้เงิน
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 58.62% มาอยู่ที่ 1,205.52 ล้านบาท จากการมีกำไรเบ็ดเสร็จรวม การเพิ่มทุน และส่วนเกินมูลค่าหุ้น
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio):** ลดลงอย่างมากจาก 1.30 เท่า ณ สิ้นปี 2563 เหลือ 0.77 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น
* **วงจรเงินสด:** เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 50 วัน เป็น 53 วัน ซึ่งยังคงใกล้เคียงกับปีก่อน
## สรุปท้าย
STECH ในไตรมาส 3 ปี 2564 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในธุรกิจหลักจากการส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และการหายไปของรายได้จากงานก่อสร้างโครงการ ทำให้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2564 ยังคงเผชิญความท้าทาย การได้สัญญาใหม่เข้ามาเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยหนุนรายได้และผลประกอบการในระยะถัดไป แต่การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและความสามารถในการแข่งขันยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ STECH ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
522.49
ล้านบาท
↑ 5.1% YoY
กำไรขั้นต้น
86.56
ล้านบาท
↓ 19.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.57
%
กำไรสุทธิ
21.87
ล้านบาท
↑ 21.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.19
%
D/E Ratio
0.90
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
522
↑ + 5.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
87
↓ -19.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
22
↑ + 21.9%
YoY
D/E Ratio
0.90
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — STECH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.90
ROE (%)
9.08
ROA (%)
7.06
Book Value/หุ้น
2.36
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — STECH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-262
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+51
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — STECH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-262.23
-211.81%
|
234.54
-218.91%
|
-197.24
+4.86%
|
-188.09
-437.81%
|
55.68
-84.15%
|
351.27
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
50.51
-43.68%
|
89.68
-73.16%
|
334.16
+27.45%
|
262.18
-884.27%
|
-33.43
-87.54%
|
-268.23
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
210.74
-193.80%
|
-224.68
+1,340.26%
|
-15.60
-108.95%
|
174.34
+22.22%
|
142.64
-306.49%
|
-69.08
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-0.99
-99.40%
|
-164.89
-235.92%
|
121.31
-51.17%
|
248.43
+50.65%
|
164.90
+1,082.08%
|
13.95
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
74.46
+55.03%
|
48.03
-64.38%
|
134.85
-21.54%
|
171.88
+600.98%
|
24.52
+131.98%
|
10.57
-74.28%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
87.24
+17.16%
|
74.46
+55.03%
|
48.03
-64.38%
|
134.85
-21.54%
|
171.88
+600.98%
|
24.52
+132.00%
|