บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุก่อสร้าง
1.21
0.04 (3.20%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=9639 out_tok=3132 at=2026-07-26T06:53:08 -->
# STECH Q2/2565 กำไรสุทธิพุ่ง 127% รับแรงหนุนรายได้ส่งมอบงานสูง-ต้นทุนงานรับเหมาเพิ่ม
## รายได้จากการขายและบริการโตเด่น 71% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ส่งผลกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นตาม
บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 47.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 127.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ STECH ในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นถึง 70.97%** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นถึง 127.23% นอกจากนี้ การรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างโครงการใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2564 ก็เป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนรายได้รวม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการมาจาก **การส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง** ซึ่งเป็นผลมาจากคำสั่งซื้อที่ได้รับมาตั้งแต่ต้นปี 2565 โดยเฉพาะในส่วนของงานก่อสร้างโครงการสายส่งระบบ 115 kV ที่เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 ทำให้มีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการเข้ามาเสริม แม้ว่าต้นทุนขายและบริการจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้ที่ 69.16% และต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ลวดเหล็ก ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุน ทำให้กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการยังคงเติบโตได้ถึง 80.61%
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยพิจารณาจากปัจจัยดังนี้:
* **การส่งมอบงานที่ต่อเนื่อง:** ฝ่ายจัดการระบุว่ามีการส่งมอบงานที่ปริมาณสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นงานที่ได้รับคำสั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 บ่งชี้ถึง backlog ที่แข็งแกร่ง
* **รายได้จากงานก่อสร้างโครงการ:** การรับรู้รายได้จากสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 kV ที่มีมูลค่า 97.97 ล้านบาท และมีระยะเวลาการทำงาน 1 ปี จะยังคงสนับสนุนรายได้ของบริษัทฯ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับสูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรในระยะต่อไป ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/2565 พุ่ง 127.23% YoY** แตะ 47.40 ล้านบาท จาก 20.86 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายและบริการโต 70.97% YoY** ในไตรมาส 2/2565 แตะ 626.27 ล้านบาท จาก 366.31 ล้านบาท
* **รายได้รวม 6 เดือนแรกปี 2565 เพิ่มขึ้น 55.51% YoY** แตะ 1,181.99 ล้านบาท
* **ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 69.16% YoY** ในไตรมาส 2/2565 ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงาน Q2/2565 เพิ่มขึ้น 84.67% YoY** แตะ 106.96 ล้านบาท
* **ต้นทุนทางการเงินลดลง 27.70% YoY** ในไตรมาส 2/2565 จากการชำระคืนเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
* **สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 16.01%** ณ สิ้น Q2/2565 เป็น 2,660.92 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและงานระหว่างจัดสร้าง
* **หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 30.61%** ณ สิ้น Q2/2565 เป็น 1,421.18 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะสั้นและเจ้าหนี้การค้า
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 626.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.97% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่ได้รับคำสั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการ 45.04 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปี 2564 ทำให้รายได้รวมในไตรมาส 2/2565 อยู่ที่ 671.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.26%
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 69.16% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น เช่น ลวดเหล็ก ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ 564.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.00% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 84.67% เป็น 106.96 ล้านบาท
เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ กำไรสุทธิสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 อยู่ที่ 47.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 127.23% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 รายได้รวมอยู่ที่ 1,181.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.51% โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 1,110.09 ล้านบาท และรายได้จากงานก่อสร้างโครงการ 71.90 ล้านบาท ต้นทุนรวมอยู่ที่ 1,004.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.98% กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 38.41% เป็น 177.82 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 70.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.88%
อัตรากำไรสุทธิสำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2565 อยู่ที่ 5.94% ลดลงจาก 6.96% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
## โอกาส
* **การส่งมอบงานที่ต่อเนื่อง:** การได้รับคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 บ่งชี้ถึงความต้องการผลิตภัณฑ์คอนกรีตและบริการก่อสร้างของบริษัทฯ ที่ยังคงมีอยู่
* **โครงการก่อสร้างใหม่:** การมีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการสายส่งระบบ 115 kV ที่เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปี 2564 จะช่วยเสริมรายได้ของบริษัทฯ ในปี 2565
* **การบริหารต้นทุน:** แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะสูงขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่สูงกว่าต้นทุน ทำให้บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาการเติบโตของกำไรขั้นต้นได้
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบผันผวน:** ราคาวัตถุดิบ เช่น ลวดเหล็ก ที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2564 อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทฯ หากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด
* **การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ:** การเพิ่มขึ้นของการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญลูกหนี้การค้าบางรายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการบริหาร
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตั้งราคาและการบริหารต้นทุน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ลวดเหล็ก จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรของบริษัทฯ
* **การรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้าง:** ความคืบหน้าและมูลค่าของงานก่อสร้างโครงการสายส่งระบบ 115 kV ที่จะรับรู้รายได้ต่อเนื่อง
* **การบริหารจัดการหนี้สิน:** การเพิ่มขึ้นของหนี้สินรวม โดยเฉพาะเงินกู้ระยะสั้น ต้องติดตามความสามารถในการบริหารจัดการภาระดอกเบี้ยและการชำระคืนหนี้
* **การบริหารลูกหนี้การค้า:** การติดตามและบริหารจัดการลูกหนี้การค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **รายได้จากการขายและบริการ:** เติบโตอย่างแข็งแกร่ง 70.97% YoY ใน Q2/2565 จากการส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการคำสั่งซื้อและกำลังการผลิต
* **รายได้จากงานก่อสร้างโครงการ:** การรับรู้รายได้จากโครงการสายส่งระบบ 115 kV มูลค่า 97.97 ล้านบาท เป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาเสริมรายได้รวม
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** การปรับขึ้นของราคาลวดเหล็กส่งผลให้ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 69.16% YoY ซึ่งเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **กำไรขั้นต้น:** แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มากกว่า ทำให้กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 80.61% YoY และกำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 84.67% YoY ใน Q2/2565
* **Backlog:** แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลข Backlog โดยตรง แต่การที่ฝ่ายจัดการกล่าวถึงการได้รับคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 บ่งชี้ว่ามีงานในมือเพียงพอสำหรับการส่งมอบในอนาคต
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ อยู่ที่ 2,660.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.01% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์ระหว่างจัดสร้างโรงงานชลบุรี 2
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,421.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.61% จากสิ้นปี 2564 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้า ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,239.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.83% จากสิ้นปี 2564 โดยมีกำไรเบ็ดเสร็จรวม 70.36 ล้านบาท และมีการจ่ายเงินปันผล 36.25 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 1.15 เท่า ณ สิ้น Q2/2565 ซึ่งสูงขึ้นจาก 2.20 เท่า ณ สิ้นปี 2564 (ข้อมูลในตารางแสดง D/E ratio ณ 30 มิ.ย. 65 และ 30 มิ.ย. 64 ซึ่งเป็น 1.15 เท่า และ 2.20 เท่าตามลำดับ แต่ในส่วนของฐานะการเงิน ณ 30 มิ.ย. 65 และ 31 ธ.ค. 64 แสดง D/E ratio ที่ 1.15 และ 2.20 ตามลำดับ ซึ่งอาจเกิดจากการคำนวณที่แตกต่างกัน หรือการแสดงผลที่คลาดเคลื่อนเล็กน้อยจากเอกสารต้นฉบับ แต่โดยรวม D/E ratio อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้)
วงจรเงินสด (Cash Cycle) ลดลงจาก 60 วัน เหลือ 42 วัน ซึ่งเป็นผลดีจากการลดลงของระยะเวลาเก็บหนี้และขายสินค้าเฉลี่ย
## สรุปท้าย
STECH โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 127.23% จากการส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการต้นทุนและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นยังคงเติบโตได้ดี โอกาสในการเติบโตยังคงมีอยู่จากการส่งมอบงานที่ต่อเนื่องและโครงการก่อสร้างใหม่ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและการแข่งขันในอุตสาหกรรมยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ STECH ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
522.49
ล้านบาท
↑ 5.1% YoY
กำไรขั้นต้น
86.56
ล้านบาท
↓ 19.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.57
%
กำไรสุทธิ
21.87
ล้านบาท
↑ 21.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.19
%
D/E Ratio
0.90
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
522
↑ + 5.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
87
↓ -19.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
22
↑ + 21.9%
YoY
D/E Ratio
0.90
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — STECH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.90
ROE (%)
9.08
ROA (%)
7.06
Book Value/หุ้น
2.36
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — STECH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-262
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+51
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — STECH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-262.23
-211.81%
|
234.54
-218.91%
|
-197.24
+4.86%
|
-188.09
-437.81%
|
55.68
-84.15%
|
351.27
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
50.51
-43.68%
|
89.68
-73.16%
|
334.16
+27.45%
|
262.18
-884.27%
|
-33.43
-87.54%
|
-268.23
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
210.74
-193.80%
|
-224.68
+1,340.26%
|
-15.60
-108.95%
|
174.34
+22.22%
|
142.64
-306.49%
|
-69.08
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-0.99
-99.40%
|
-164.89
-235.92%
|
121.31
-51.17%
|
248.43
+50.65%
|
164.90
+1,082.08%
|
13.95
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
74.46
+55.03%
|
48.03
-64.38%
|
134.85
-21.54%
|
171.88
+600.98%
|
24.52
+131.98%
|
10.57
-74.28%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
87.24
+17.16%
|
74.46
+55.03%
|
48.03
-64.38%
|
134.85
-21.54%
|
171.88
+600.98%
|
24.52
+132.00%
|