บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
11.40
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น แต่กำไรที่ปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากการค่าโฆษณา และส่งเสริมการขายสําหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการจัดโครงการ Traceability ของ สินค้าทาโร และการเปิดร้าน Flagship Store ของธุรกิจกาแฟ
นอกจากนั้นในส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น จากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของธุรกิจผลิตอาหารเป็นหลัก
ในงวดมีการรับรู้ผล ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากกการปรับมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศจํานวน 6.5 ล้านบาทอัน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนในปี ปัจจุบันสูงกว่าปีก่อน ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาท จากการลงทุนในเครื่องจักรและ อุปกรณ์รวมถึงการติดตั้งแผงโซลาร์ในโรงงาน(Solar Rooftop) ของบริษัทย่อย และการเปิดร้านกาแฟ Flagship Store ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยด้านการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์จํานวน 2 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3910 out_tok=2858 at=2026-07-25T23:11:26 -->
# PM กำไรสุทธิปี 2565 หด 24% สวนทางรายได้โต รับต้นทุนผลิตพุ่งกด GPM
## รายได้รวมโต 15.2% แต่ต้นทุนพุ่งดันกำไรสุทธิลดลง 69.1 ล้านบาท ฝ่ายจัดการชี้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเป็นปัจจัยหลัก
บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PM รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิ 275.4 ล้านบาท ลดลง 69.1 ล้านบาท หรือ 24.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการสุทธิจะเติบโตถึง 15.2% เป็น 5,029.5 ล้านบาท ปัจจัยหลักที่กดดันผลกำไรมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง โดยฝ่ายจัดการได้ชี้แจงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในงบการเงินปี 2565
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ PM ในปี 2565 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้จะเติบโต คือ **ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง**
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักคือ **การหดตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลง 3.0% จาก 31.0% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 28.0% ในปี 2565** ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หักล้างผลบวกจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการสุทธิ 665.2 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิโดยรวมลดลง 69.1 ล้านบาท การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากการดำเนินงานปกติ ไม่ใช่รายการพิเศษ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุสาเหตุหลักว่ามาจาก **"ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น"** แม้ว่าเอกสารจะไม่ได้ลงรายละเอียดถึงชนิดของวัตถุดิบหรือปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่การที่ GPM ลดลงอย่างมีนัยสำคัญนี้ บ่งชี้ว่าต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่าใช้จ่ายในการผลิตอื่นๆ ได้ปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการปรับขึ้นราคาขายสินค้า ทำให้ส่วนต่างของรายได้กับต้นทุนสินค้าที่ขายลดลงไป
ในขณะเดียวกัน รายได้จากการขายและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น 15.2% มาจากทั้งการขายในประเทศที่เพิ่มขึ้น 99.0 ล้านบาท (โดยเฉพาะธุรกิจผลิตอาหารที่เพิ่มขึ้น 118.0 ล้านบาท) และการขายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 566.0 ล้านบาท (ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจผลิตอาหาร) แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตลาดและเพิ่มปริมาณการขาย แต่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปสู่ราคาขายได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น 128.9 ล้านบาท โดยมีค่าโฆษณาสินค้าทาโรในจีนเป็นหลัก และค่าใช้จ่ายในการเปิดร้านกาแฟใหม่ "มีวนา คอฟฟี่ บ้านสาทร" รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 10.4 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิเพิ่มเติม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มต้นทุนการผลิตในอนาคต หรือกลยุทธ์การปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายจัดการระบุว่า GPM ลดลง "มาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น" โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว อาจบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านต้นทุนอาจยังคงอยู่
ปัจจัยที่ต้องจับตาคือ ทิศทางราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตอาหารของบริษัท รวมถึงความสามารถในการแข่งขันและกลยุทธ์การตั้งราคาในตลาดจีนและตลาดอื่นๆ ที่บริษัทมีการขายสินค้าเพิ่มขึ้น หากต้นทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถปรับราคาขายได้ทัน อาจส่งผลกระทบต่อ GPM และกำไรสุทธิในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 24.6%** อยู่ที่ 275.4 ล้านบาท จาก 344.5 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายและบริการสุทธิปี 2565 เพิ่มขึ้น 15.2%** เป็น 5,029.5 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปี 2565 หดตัว 3.0%** อยู่ที่ 28.0% เทียบกับ 31.0% ในปีก่อน
* **ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น** เป็นปัจจัยหลักที่กดดัน GPM และกำไรสุทธิ
* **รายได้จากการขายต่างประเทศเติบโตโดดเด่น** โดยเฉพาะธุรกิจผลิตอาหาร เพิ่มขึ้น 566.0 ล้านบาท
* **ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น** จากค่าโฆษณาสินค้าทาโรในจีน และการเปิดร้านกาแฟใหม่
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการสุทธิรวม 5,029.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 665.2 ล้านบาท หรือ 15.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยการเติบโตหลักมาจากยอดขายในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 566.0 ล้านบาท โดยเฉพาะจากธุรกิจผลิตอาหาร ขณะที่ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น 99.0 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตอาหารเติบโต 118.0 ล้านบาท แต่ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคลดลงเล็กน้อยทั้งในและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในปี 2565 อยู่ที่ 28.0% ลดลง 3.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นรวมลดลง แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิสำหรับปี 2565 อยู่ที่ 275.4 ล้านบาท ลดลง 69.1 ล้านบาท หรือ 24.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน
นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรในงวดที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงินจำนวน 17.3 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของกองทุนคนไทยใจดี 3.6 ล้านบาท และสินทรัพย์ทางการเงินจากสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า 13.7 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของยอดขายในต่างประเทศ:** โดยเฉพาะธุรกิจผลิตอาหารที่แสดงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงศักยภาพในการขยายตลาดและตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ
* **การขยายธุรกิจร้านกาแฟ:** การเปิดร้านกาแฟใหม่ "มีวนา คอฟฟี่ บ้านสาทร" เป็นการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ
* **การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต:** หากบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ จะเป็นโอกาสในการฟื้นฟูอัตรากำไรขั้นต้น
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต:** ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น และอาจส่งผลต่อเนื่องหากไม่สามารถบริหารจัดการได้
* **การแข่งขันในตลาดต่างประเทศ:** โดยเฉพาะในตลาดจีนที่บริษัทมีการลงทุนด้านการตลาดเพิ่มขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดและอัตรากำไร
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ว่าจะมีกำไรจากสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า แต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะเมื่อมีการขายในต่างประเทศจำนวนมาก
* **ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย:** หากไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายสินค้าได้ทันกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อ GPM และกำไรในที่สุด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางต้นทุนการผลิต:** แนวโน้มราคาวัตถุดิบหลักและค่าใช้จ่ายในการผลิตในปี 2566
* **กลยุทธ์การตั้งราคาขาย:** แผนการปรับราคาเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น และผลกระทบต่อปริมาณการขาย
* **ผลประกอบการธุรกิจผลิตอาหารในต่างประเทศ:** การเติบโตและอัตรากำไรของธุรกิจนี้ในตลาดสำคัญ เช่น จีน
* **ความคืบหน้าการดำเนินงานของร้านกาแฟ "มีวนา คอฟฟี่":** การตอบรับของตลาดและผลกำไรที่คาดหวัง
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** โดยเฉพาะค่าโฆษณาและการขยายสาขา
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
**รายได้จากการขายและบริการ:**
* **การขายในประเทศ:** เพิ่มขึ้น 99.0 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตอาหารเติบโต 118.0 ล้านบาท แต่ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคลดลง 19.0 ล้านบาท
* **การขายต่างประเทศ:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 566.0 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตอาหารเติบโต 568.0 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคลดลง 2.0 ล้านบาท
* **ปริมาณการขาย:** แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่การที่ GPM ลดลง อาจบ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายไม่ได้ชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่ หรืออาจมีการแข่งขันด้านราคาในบางช่วง
**อัตรากำไรขั้นต้น (GPM):**
* **GPM ลดลง 3.0%** จาก 31.0% เป็น 28.0% สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่มักเผชิญความผันผวนของราคาวัตถุดิบ
**ต้นทุนและค่าใช้จ่าย:**
* **ต้นทุนการผลิต:** เป็นปัจจัยกดดันหลักที่ทำให้ GPM ลดลง
* **ต้นทุนการจัดจำหน่าย:** เพิ่มขึ้น 128.9 ล้านบาท โดยมีค่าโฆษณาสินค้าทาโรในจีนเป็นหลัก แสดงถึงการลงทุนเพื่อขยายตลาดในต่างประเทศ และการเปิดร้านกาแฟใหม่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** เพิ่มขึ้น 10.4 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายสารสนเทศและค่าใช้จ่ายทางภาษีเป็นหลัก
**รายการอื่น:**
* **กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน:** มีกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงิน 17.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่อาจผันผวนได้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทโดยตรง จึงไม่สามารถสรุปในส่วนนี้ได้
## สรุปท้าย
PM ในปี 2565 เผชิญความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลง 3.0% แม้ว่าบริษัทจะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการได้ถึง 15.2% โดยเฉพาะจากธุรกิจผลิตอาหารในต่างประเทศ แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนก็บั่นทอนผลกำไรสุทธิจนลดลง 24.6% ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและส่งผ่านไปยังราคาขายได้ทันท่วงที ขณะที่โอกาสในการเติบโตยังคงมีอยู่จากการขยายตลาดในต่างประเทศและการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งนักลงทุนควรจับตาแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบและกลยุทธ์การตั้งราคาของบริษัทอย่างใกล้ชิดในปีถัดไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PM ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
1,549.29
ล้านบาท
↑ 9.1% YoY
กำไรขั้นต้น
424.82
ล้านบาท
↓ 6.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
27.42
%
กำไรสุทธิ
148.56
ล้านบาท
↓ 7.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
9.59
%
D/E Ratio
0.84
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,549
↑ + 9.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
425
↓ -6.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
149
↓ -7.1%
YoY
D/E Ratio
0.84
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.84
ROE (%)
34.09
ROA (%)
23.29
Book Value/หุ้น
3.46
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-77
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-60
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-76.96
-644.66%
|
14.13
|
— |
265.57
-284.96%
|
-143.58
-130.79%
|
466.36
+15.20%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-59.68
-874.06%
|
7.71
|
— |
-131.94
-169.53%
|
189.75
+42.22%
|
133.42
-251.84%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
163.00
-554.17%
|
-35.89
|
— |
-145.79
+35.24%
|
-107.80
-84.68%
|
-703.83
+205.44%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
22.81
-290.56%
|
-11.97
|
— |
-10.86
-82.37%
|
-61.61
-40.79%
|
-104.05
-220.26%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
91.40
+87.72%
|
48.69
-10.68%
|
— |
56.98
+138.71%
|
23.87
-81.34%
|
127.91
+208.96%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
64.98
-28.91%
|
91.40
+87.72%
|
— |
54.51
-4.33%
|
56.98
+138.71%
|
23.87
-81.34%
|