บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
3.54
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=10483 out_tok=2441 at=2026-07-25T19:04:38 -->
# LHK Q3/2566 กำไรสุทธิหดตัว 9.3% รับแรงกดดันราคาขายเฉลี่ยโลหะลดลง
## รายได้รวมโต 6.2% แต่ GPM หดตัว ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอฉุดกำลังซื้อ
บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) หรือ LHK รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 20.23 ล้านบาท ลดลง 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะเติบโต 6.2% เป็น 706.64 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากราคาขายสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะที่ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ LHK ในไตรมาส 3/2566 ปรับลดลง คือ **การลดลงของราคาขายเฉลี่ยสินค้า (ASP) ในกลุ่มโลหะหลัก** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่หดตัวลงจาก 11.83% ใน Q3/2565 มาอยู่ที่ 10.25% ใน Q3/2566 แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโต 6.2% ก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การลดลงของราคาขายเฉลี่ยสินค้าเป็นผลมาจาก **สภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัว** จากการที่ธนาคารกลางหลายประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้กำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เริ่มอิ่มตัว และอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่กำลังซื้อโดยรวมยังลดลง ประกอบกับ **ต้นทุนวัตถุดิบยังมีราคาสูงอยู่เมื่อเทียบกับราคาขายที่ปรับลดลง** ทำให้ส่วนต่างกำไรขั้นต้นแคบลง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด** ฝ่ายจัดการระบุว่าแนวโน้มราคาตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก อย่างไรก็ตาม การที่น้ำหนักขายในกลุ่มอลูมิเนียม เหล็กเคลือบสังกะสี และสเตนเลสทุกกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มท่อไอเสียรถยนต์ที่ปรับตัวดีขึ้น อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาขายที่ลดลงได้บ้าง แต่ยังคงต้องจับตาดูทิศทางกำลังซื้อและราคาวัตถุดิบในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่** ในไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 20.23 ล้านบาท ลดลง 9.3% YoY
* **รายได้จากการขายและบริการ** เพิ่มขึ้น 6.2% YoY เป็น 706.64 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากน้ำหนักขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มอลูมิเนียม เหล็กเคลือบสังกะสี และสเตนเลส
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM)** ลดลงจาก 11.83% ใน Q3/2565 เป็น 10.25% ใน Q3/2566 เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยสินค้าปรับลดลงตามราคาตลาดโลก ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังคงสูง
* **ต้นทุนขาย** เพิ่มขึ้น 8.1% YoY เป็น 634.20 ล้านบาท สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่สูงกว่าในสัดส่วน
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร** มีการควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 3.5% YoY และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.2% YoY
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่จำนวน 20.23 ล้านบาท ลดลง 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะเพิ่มขึ้น 6.2% เป็น 706.64 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยสินค้าที่ปรับตัวลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่จำนวน 32.05 ล้านบาท ลดลง 46.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายและบริการลดลง 3.0% เป็น 1,319.29 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
## โอกาส
* **การผลิตกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ:** แม้กำลังซื้อโดยรวมจะลดลง แต่การผลิตที่กลับมาเป็นปกติจะช่วยหนุนปริมาณการขายในกลุ่มนี้
* **น้ำหนักขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มอลูมิเนียม เหล็กเคลือบสังกะสี และสเตนเลส:** การเติบโตของปริมาณขายในกลุ่มสินค้าหลักเหล่านี้ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาขายที่ลดลงได้บางส่วน
* **การนำเศษเหล็กจากการแปรรูปไปจำหน่าย:** สร้างรายได้อื่นเพิ่มเติมให้กับบริษัท
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์:** เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและราคาขาย
* **ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกำลังซื้อลดลง:** ส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
* **การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย:** เพิ่มต้นทุนทางการเงินและลดกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **การแข่งขันในภูมิภาค:** สถานการณ์กำลังผลิตที่เพียงพอในภูมิภาคอาจกดดันราคาขาย
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางราคาโลหะและสินค้าโภคภัณฑ์:** จะส่งผลโดยตรงต่อ GPM และรายได้
* **การฟื้นตัวของกำลังซื้อในตลาดในประเทศและต่างประเทศ:** เป็นปัจจัยสำคัญต่อปริมาณการขาย
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** การจัดหาวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสมจะช่วยรักษา GPM
* **แนวโน้มการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า:** ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท
* **การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะไม่ได้ระบุผลกระทบชัดเจน แต่เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาสำหรับบริษัทที่มีการส่งออก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่กล่าวถึง "กำลังการผลิตที่เพียงพอในภูมิภาค" ซึ่งอาจบ่งชี้ว่า Utilization ไม่ได้เต็มที่นัก
* **Order Book:** ไม่มีการระบุข้อมูล Order Book ในเอกสาร
* **ราคาวัตถุดิบ:** ระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบราคาสูงอยู่เดิม แต่ราคาขายเฉลี่ยปรับลดลง ทำให้ GPM แคบลง
* **GPM:** ลดลงจาก 11.83% เป็น 10.25% ใน Q3/2566
* **ส่งออก:** ระบุว่ากำลังซื้อในตลาดส่งออกลดลง
* **ค่าเงิน:** ไม่ได้ระบุผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างชัดเจน
* **สินค้าคงคลัง:** ลดลงจาก 632.73 ล้านบาท ณ มี.ค. 66 เป็น 555.84 ล้านบาท ณ ก.ย. 66 ซึ่งอาจสะท้อนการบริหารจัดการสต็อกที่ดีขึ้น หรือการผลิตที่ลดลงตามอุปสงค์
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ลดลงเล็กน้อยจาก 2,066.45 ล้านบาท ณ มี.ค. 66 เป็น 2,036.01 ล้านบาท ณ ก.ย. 66
* **สินค้าคงเหลือ:** ลดลง 12.17% จาก 632.73 ล้านบาท เป็น 555.84 ล้านบาท
* **ลูกหนี้การค้า:** ลดลง 2.24% จาก 606.36 ล้านบาท เป็น 592.72 ล้านบาท
* **หนี้สินรวม:** ลดลง 6.28% จาก 541.11 ล้านบาท ณ มี.ค. 66 เป็น 485.29 ล้านบาท ณ ก.ย. 66
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio):** อยู่ในระดับต่ำที่ 0.34 ณ ก.ย. 66 (เทียบกับ 0.35 ณ มี.ค. 66)
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน:** เป็นบวก 146.17 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก 2566 (เทียบกับติดลบ 97.12 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก 2565) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน:** ใช้ไปสุทธิ 6.85 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการซื้ออุปกรณ์และซอฟต์แวร์ ERP
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน:** ใช้ไปสุทธิ 66.57 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการจ่ายเงินปันผล
## สรุปท้าย
LHK เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยสินค้าโลหะปรับลดลง กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น แม้รายได้จากการขายจะเติบโตจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายในบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดี สะท้อนจาก D/E Ratio ที่ต่ำและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวก การฟื้นตัวของกำลังซื้อและเสถียรภาพของราคาวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ LHK ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
2,665.06
ล้านบาท
↓ 2% YoY
กำไรขั้นต้น
363.62
ล้านบาท
↑ 10.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
13.64
%
กำไรสุทธิ
119.03
ล้านบาท
↑ 12.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.47
%
D/E Ratio
0.38
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,665
↓ -2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
364
↑ + 10.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
119
↑ + 12.5%
YoY
D/E Ratio
0.38
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — LHK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.38
ROE (%)
8.62
ROA (%)
9.92
Book Value/หุ้น
3.63
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — LHK
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+186
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-13
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — LHK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
185.94
+300.82%
|
46.39
|
— |
235.31
+71.85%
|
136.93
-42.81%
|
239.43
-17.41%
|
289.91
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
-12.66
+192.38%
|
-4.33
|
— |
-3.36
-106.65%
|
50.54
+149.21%
|
20.28
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
-95.41
-1.25%
|
-96.62
|
— |
-280.72
+29.39%
|
-216.96
+41.67%
|
-153.15
-23.94%
|
-201.35
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
0.00
|
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
361.44
-13.17%
|
416.26
+73.72%
|
— |
288.42
-9.25%
|
317.82
+50.40%
|
211.32
-32.77%
|
314.32
-35.72%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
439.23
+21.52%
|
361.44
-13.17%
|
— |
239.61
-16.92%
|
288.42
-9.25%
|
317.82
+50.40%
|
211.32
-32.77%
|