บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
3.54
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=11977 out_tok=2947 at=2026-07-25T20:33:16 -->
LHK Q3/2564 กำไรสุทธิพุ่ง 211% รับอานิสงส์ราคาตลาดฟื้น-คุมต้นทุน
ราคาขายสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยหลักหนุนผลประกอบการ LHK ในไตรมาส 3/2564 ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ขณะที่ภาพรวมครึ่งปีแรกกำไรโตกว่า 6 เท่าตัว
บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) หรือ LHK รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 46.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 211.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิด-19 แต่การฟื้นตัวของราคาตลาดโลกและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ LHK ในไตรมาส 3/2564 และครึ่งปีแรก คือ **การฟื้นตัวของราคาขายสินค้าเฉลี่ย (ASP) ที่สูงขึ้นตามสภาวะตลาดโลก ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
* **ราคาขายสินค้าปรับตัวสูงขึ้น:** เอกสารระบุชัดเจนว่า ราคาขายโดยเฉลี่ยของสินค้ากลุ่มหลัก เช่น สแตนเลส ทองแดง อลูมิเนียม และเหล็กเคลือบสังกะสี ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากตามสภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะที่ปรับตัวสูงขึ้นในปีปัจจุบัน สาเหตุมาจากสถานการณ์กำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มผ่อนคลายและมีการลดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจทั่วโลก สำหรับไตรมาส 3/2564 ราคาตลาดที่ฟื้นตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 22.8%
* **การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างการผลิตและควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยกว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้น (ต้นทุนขายเพิ่ม 17.7% เทียบกับยอดขายเพิ่ม 22.8% ใน Q3/2564) และสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวมลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 16.08% เพิ่มขึ้นจาก 12.43% ในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากยอดขายในกลุ่มยานยนต์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง และในงวดครึ่งปีแรก GPM อยู่ที่ 16.22% เพิ่มขึ้นจาก 9.99% ในปีก่อน เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสินค้าจากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นและการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก**
เอกสารระบุว่า การปรับตัวของราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามราคาตลาดโลกของสินค้าประเภทโลหะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อกำไรขั้นต้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของราคาโลหะขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจโลกและอุปทาน-อุปสงค์ ซึ่งอาจมีความผันผวนได้ นอกจากนี้ บริษัทได้เน้นการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น ปัจจัยด้านราคาขายมีแนวโน้มต่อเนื่องหากสภาวะตลาดโลกยังคงสนับสนุน แต่การบริหารต้นทุนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ Q3/2564 พุ่ง 211.3% YoY** แตะ 46.79 ล้านบาท
* **รายได้จากการขายและบริการ Q3/2564 เพิ่มขึ้น 22.8% YoY** เป็น 637.44 ล้านบาท จากน้ำหนักขายและราคาขายที่สูงขึ้น
* **กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 9 เดือนแรกปี 2564 โตกว่า 6 เท่า** เป็น 93.92 ล้านบาท จาก 12.40 ล้านบาทในปีก่อน
* **กำไรขั้นต้น (GPM) Q3/2564 ขยายตัวสู่ 16.08%** จาก 12.43% ในปีก่อน จากราคาขายที่สูงขึ้นและควบคุมต้นทุนได้ดี
* **สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 14.9%** ณ สิ้น ก.ย. 64 เป็น 581.54 ล้านบาท เทียบกับ มี.ค. 64
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 46.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 211.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 637.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8% จากน้ำหนักขายและราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 17.7% ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับงวดครึ่งปีแรกสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ 143.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 549.3% และมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 93.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 657.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 1,295.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.2% จากน้ำหนักขายในกลุ่มท่อไอเสียรถยนต์อลูมิเนียม และเหล็กเคลือบสังกะสี ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์:** การที่ยอดขายในกลุ่มยานยนต์มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตจากภาคอุตสาหกรรมนี้
* **ความต้องการสินค้าโลหะที่สูงขึ้น:** สภาวะกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่ปรับตัวสูงขึ้นภายหลังจากสถานการณ์โรคระบาดเริ่มผ่อนคลาย เป็นปัจจัยบวกต่อราคาขายสินค้า
* **การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ:** การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มส่วนต่างกำไรขั้นต้น
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ราคาโลหะจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตามสภาวะตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
* **ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19:** แม้จะเริ่มผ่อนคลาย แต่มาตรการควบคุมโรคระบาดที่อาจกลับมาเข้มงวดอีกครั้ง หรือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของสินค้า
* **การพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ:** ยอดขายส่วนใหญ่มาจากกลุ่มสินค้าหลัก เช่น สแตนเลส ทองแดง อลูมิเนียม ซึ่งอาจมีความอ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาโลหะในตลาดโลก:** ติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบหลัก เช่น สแตนเลส ทองแดง อลูมิเนียม ว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงหรือปรับตัวลดลง
* **ปริมาณคำสั่งซื้อ (Order Book):** ประเมินแนวโน้มคำสั่งซื้อในอนาคต โดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** ตรวจสอบระดับสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะไม่ได้ระบุผลกระทบโดยตรง แต่การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินอาจมีผลต่อต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบและรายได้จากการส่งออก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการกล่าวถึงการปรับโครงสร้างการผลิต บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงปริมาณคำสั่งซื้อที่เข้ามา
* **ราคาวัตถุดิบ:** ระบุว่าต้นทุนขายส่วนใหญ่มาจากวัตถุดิบประเภทสแตนเลสรีดเย็นและเกรดเฉพาะ และราคาขายเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกของสินค้าประเภทโลหะ
* **GPM:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน Q3/2564 และ 9 เดือนแรกปี 2564 จาก 12.43% และ 9.99% เป็น 16.08% และ 16.22% ตามลำดับ
* **ส่งออก:** ไม่ได้ระบุสัดส่วนการส่งออกโดยตรง แต่การกล่าวถึงราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก บ่งชี้ถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งออก
* **ค่าเงิน:** ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง
* **สินค้าคงคลัง:** เพิ่มขึ้นจาก 506.04 ล้านบาท ณ มี.ค. 64 เป็น 581.54 ล้านบาท ณ ก.ย. 64 คิดเป็น 26.72% ของสินทรัพย์รวม
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้น ก.ย. 2564 อยู่ที่ 2,176.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,093.21 ล้านบาท ณ มี.ค. 2564 โดยมีสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 581.54 ล้านบาท และลูกหนี้การค้า 552.19 ล้านบาท
* **หนี้สินรวม:** ณ สิ้น ก.ย. 2564 อยู่ที่ 526.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 461.12 ล้านบาท ณ มี.ค. 2564 โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการซื้อสินค้าเพิ่ม
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ณ สิ้น ก.ย. 2564 อยู่ที่ 1,650.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,632.09 ล้านบาท ณ มี.ค. 2564 จากกำไรสะสม
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio):** อยู่ที่ 0.32 ณ ก.ย. 2564 เพิ่มขึ้นจาก 0.28 ณ มี.ค. 2564
* **กระแสเงินสด:**
* **กิจกรรมดำเนินงาน:** มีกระแสเงินสดสุทธิ 146.44 ล้านบาท (เทียบกับ 148.51 ล้านบาทในปีก่อน) จากผลประกอบการและเงินทุนหมุนเวียน
* **กิจกรรมลงทุน:** ใช้เงินสดสุทธิ 7.74 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการซื้ออุปกรณ์
* **กิจกรรมจัดหาเงิน:** ใช้เงินสดสุทธิ 113.56 ล้านบาท จากการจ่ายคืนเงินกู้และจ่ายเงินปันผล
* **เงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น:** 25.25 ล้านบาท
## สรุปท้าย
LHK โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3/2564 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิพุ่ง 211.3% จากปัจจัยหลักคือการปรับตัวขึ้นของราคาขายสินค้าตามตลาดโลก ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้กำไรขั้นต้นขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและสภาวะเศรษฐกิจโลก แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่น่าจับตาว่าจะช่วยหนุนผลประกอบการให้เติบโตต่อไปได้
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ LHK ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
2,665.06
ล้านบาท
↓ 2% YoY
กำไรขั้นต้น
363.62
ล้านบาท
↑ 10.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
13.64
%
กำไรสุทธิ
119.03
ล้านบาท
↑ 12.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.47
%
D/E Ratio
0.38
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,665
↓ -2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
364
↑ + 10.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
119
↑ + 12.5%
YoY
D/E Ratio
0.38
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — LHK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.38
ROE (%)
8.62
ROA (%)
9.92
Book Value/หุ้น
3.63
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — LHK
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+186
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-13
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — LHK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
185.94
+300.82%
|
46.39
|
— |
235.31
+71.85%
|
136.93
-42.81%
|
239.43
-17.41%
|
289.91
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
-12.66
+192.38%
|
-4.33
|
— |
-3.36
-106.65%
|
50.54
+149.21%
|
20.28
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
-95.41
-1.25%
|
-96.62
|
— |
-280.72
+29.39%
|
-216.96
+41.67%
|
-153.15
-23.94%
|
-201.35
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
0.00
|
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
361.44
-13.17%
|
416.26
+73.72%
|
— |
288.42
-9.25%
|
317.82
+50.40%
|
211.32
-32.77%
|
314.32
-35.72%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
439.23
+21.52%
|
361.44
-13.17%
|
— |
239.61
-16.92%
|
288.42
-9.25%
|
317.82
+50.40%
|
211.32
-32.77%
|