ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
242.00
10.00 (3.97%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจากตั้งสำรองลดลง และมีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 6.13% หลักๆ เกิดจากการให้ สินเชื่อใหม่ตามยุทธศาสตร์ของธนาคารแก่ลูกค้าที่มีศักยภาพและมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าโดยการเสริมสภาพคล่องให้ลูกค้า สามารถกลับมาดําเนินธุรกิจได้ปกติ รวมทั้งลูกค้าบางส่วนยังอยู่ภายใต้มาตรการพักชําระเงินต้นและดอกเบี้ย ทําให้ธนาคารยังคง ต้องมีการบริหารจัดการดอกเบี้ยค้างรับอย่างต่อเนื่อง
สําหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจํานวน 1,910 ล้านบาท หรือ 4.17% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้จากการ จําหน่ายหลักทรัพย์ และรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยที่ลดลง
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=37692 out_tok=3067 at=2026-07-25T18:06:30 -->
# KBANK กำไรสุทธิปี 65 ลดลง 6% รับผลตั้งสำรอง ECL พุ่งสูง
## ฝ่ายจัดการ KBANK ชี้ผลประกอบการปี 2565 ได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น 28.7% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและไทย ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนสำรองยังคงเติบโตได้ 6.7%
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิ 35,770 ล้านบาท ลดลง 6.00% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) จำนวน 51,919 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.73% เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 6.72% เป็น 98,504 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ KBANK ในปี 2565 ปรับตัวลดลงคือ **การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** โดยเพิ่มขึ้นถึง 28.73% หรือ 11,587 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิ แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตจะยังคงเติบโตได้ก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นไปตาม **หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง** เพื่อให้เพียงพอรองรับความเสี่ยงจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ ยังเป็นการ **เสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์** เพื่อเตรียมพร้อมในการดูแลช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ตามยุทธศาสตร์ของธนาคาร การตั้งสำรองที่สูงขึ้นนี้สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกของธนาคารภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการได้ระบุถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์แวดล้อมในระยะข้างหน้า และมีแผนรับมือผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น การตั้งสำรอง ECL ที่สูงขึ้นนี้เป็นไปตามหลักความระมัดระวังเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความเปราะบางและเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก การบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของพอร์ตสินทรัพย์จึงเป็นสิ่งที่ธนาคารจะยังคงให้ความสำคัญต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 อยู่ที่ 35,770 ล้านบาท ลดลง 6.00% YoY** จากปีก่อนหน้า
* **การตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น 28.73% เป็น 51,919 ล้านบาท** เพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
* **กำไรจากการดำเนินงานก่อนหัก ECL เพิ่มขึ้น 6.72% เป็น 98,504 ล้านบาท**
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เพิ่มขึ้น 11.40%** จากการเติบโตของสินเชื่อและ NIM ที่สูงขึ้น
* **NIM อยู่ที่ระดับ 3.33%** ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะอัตราดอกเบี้ย
* **รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ลดลง 8.42%** จากค่าธรรมเนียมจัดการกองทุน, นายหน้า, และประกันภัยที่ลดลง
* **อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สุทธิ (Cost to Income Ratio) ปรับดีขึ้นเป็น 43.15%**
* **อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) อยู่ที่ 18.81%** สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท.
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 ธนาคารกสิกรไทยมีกำไรสุทธิ 35,770 ล้านบาท ลดลง 6.00% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 28.73% เป็น 51,919 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตและภาษีเงินได้ยังคงเติบโตได้ 6.72% เป็น 98,504 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่เพิ่มขึ้น 11.40% จากการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าบุคคลและผู้ประกอบการ รวมถึงการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลให้ Net Interest Margin (NIM) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.33% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ปรับลดลง 8.42% ส่วนใหญ่เกิดจากค่าธรรมเนียมรับจากการจัดการกองทุน ค่า นายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ และรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยที่ลดลงตามสภาวะตลาด ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 5.22% ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายทางการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สุทธิ (Cost to Income Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 43.15%
## โอกาส
* **การเติบโตของสินเชื่อ** โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าบุคคลและผู้ประกอบการที่เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางดิจิทัล
* **การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย** ส่งผลดีต่อ Net Interest Margin (NIM)
* **การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงินมาใช้** เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและภูมิภาค AEC+3
* **การผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจ** เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ
* **การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ความยั่งยืน** โดยคำนึงถึงมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย** ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ของลูกค้า
* **ความเสี่ยงด้านเครดิต** จากการที่คู่สัญญาหรือผู้กู้ยืมไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญา
* **ความเสี่ยงด้านตลาด** จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาตราสารทุน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์
* **ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง** จากการไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้เพียงพอ
* **ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ** จากความผิดพลาดของกระบวนการ พนักงาน ระบบงาน หรือเหตุการณ์ภายนอก
* **ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง** จากการรับรู้เชิงลบของสาธารณชน
* **ความเสี่ยงด้านดิจิทัล** จากการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล การจัดการข้อมูล และภัยคุกคามทางไซเบอร์
* **ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์** จากการกำหนดและการดำเนินแผนกลยุทธ์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์** และการตั้งสำรอง ECL ในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน
* **การเติบโตของสินเชื่อ** โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าบุคคลและผู้ประกอบการ ผ่านช่องทางดิจิทัล
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน** และการแข่งขันด้านเงินฝาก
* **การพัฒนาและนำเทคโนโลยีทางการเงินมาใช้** เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานลูกค้า
* **ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์** และภาวะเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจโลกและไทย
* **การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และกฎหมายใหม่ ๆ** ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**NIM และ NII:** รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เติบโต 11.40% เป็นผลจากการขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าบุคคลและผู้ประกอบการ ประกอบกับการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ Net Interest Margin (NIM) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.33% ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร
**Non-NII:** รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ปรับลดลง 8.42% โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมรับจากการจัดการกองทุน ค่า นายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ และรายได้สุทธิจากการรับประกันภัย ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะตลาดที่ชะลอตัวลงในบางส่วน
**NPL และ Coverage Ratio:** เอกสารไม่ได้ระบุ NPL Ratio ณ สิ้นปี 2565 โดยตรง แต่ระบุว่าอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลง อย่างไรก็ตาม KBANK ยังคงตั้งสำรอง ECL ในระดับสูง โดยมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ระดับ 154.26% ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งในการรองรับความเสียหาย
**Credit Cost:** การตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น 28.73% เป็น 51,919 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันกำไรสุทธิ
**สัดส่วนสินเชื่อและเงินฝาก:** สินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 2,495,077 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.03% โดยสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจเติบโต 3.16% ขณะที่สินเชื่อกลุ่มลูกค้าบุคคลลดลง 1.18% ด้านเงินรับฝากรวมเพิ่มขึ้น 5.77% เป็น 2,748,685 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากออมทรัพย์
**CASA:** ไม่ได้ระบุสัดส่วน CASA โดยตรง แต่ระบุว่าเงินรับฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น 6.32% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ CASA
**CAR/Basel:** อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวม (CAR) ตามเกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 18.81% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานะเงินทุน
**รายได้ค่าธรรมเนียม:** รายได้ค่าธรรมเนียมรับลดลง 8.42% โดยเฉพาะจากธุรกิจจัดการกองทุน นายหน้า และประกันภัย
**กำไรพิเศษครั้งเดียว:** ไม่พบข้อมูลกำไรพิเศษครั้งเดียวในเอกสาร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2565 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4,246,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.48% จากปีก่อน โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิ และเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ ขณะที่เงินลงทุนสุทธิลดลง หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 3.16% ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝาก ในขณะที่ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมลดลง ส่วนของเจ้าของ (เฉพาะส่วนของธนาคาร) เพิ่มขึ้น 5.57% จากกำไรสุทธิหลังหักปันผล อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (เฉพาะส่วนของธนาคาร) อยู่ที่ 7.31 เท่า เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 504 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
## สรุปท้าย
KBANK ในปี 2565 เผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้ต้องตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงรักษาการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้จากสินเชื่อที่ขยายตัวและ NIM ที่ดีขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ Cost to Income Ratio ปรับตัวดีขึ้น ความแข็งแกร่งของฐานะเงินกองทุนและสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ธนาคารยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การเป็น Challenger Bank และมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและพันธมิตรทางธุรกิจ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KBANK ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
51,808.95
ล้านบาท
↓ 26.1% YoY
กำไรขั้นต้น
224,886.17
ล้านบาท
↓ 8.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
434.07
%
กำไรสุทธิ
5,306.47
ล้านบาท
↓ 49.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
10.24
%
D/E Ratio
6.68
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
51,809
↓ -26.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
224,886
↓ -8.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
5,306
↓ -49.4%
YoY
D/E Ratio
6.68
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KBANK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
6.68
ROE (%)
8.62
ROA (%)
2.38
Book Value/หุ้น
245.12
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KBANK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รวมสินทรัพย์หมุนเวียน | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมสินทรัพย์ | — |
4,558,618.07
+5.01%
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สินหมุนเวียน | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สิน | — |
3,884,849.99
+5.13%
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมส่วนของเจ้าของ | — |
581,146.31
+2.18%
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| D/E | — |
6.68
|
— | — | — | — | — |
| อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น | — |
8.62
|
— |
8.19
|
7.30
|
8.30
|
8.83
|
| อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ | — |
2.38
|
— |
2.13
|
1.56
|
1.75
|
2.39
|
| อัตราส่วนสภาพคล่อง | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| วงจรเงินสด | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-88,535
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+127,860
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KBANK
| รายการ | 2567 | 2565 | 2560 | 2559 | 2558 | 2557 | 2556 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
-88,535.44
-151.65%
|
171,419.92
-403.24%
|
-56,530.31
-182.45%
|
68,566.99
-53.12%
|
146,246.58
+113.47%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
127,860.01
-174.35%
|
-171,972.65
-339.61%
|
71,772.51
-207.36%
|
-66,851.90
-42.19%
|
-115,650.59
-1.37%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
-32,082.53
-753.03%
|
4,912.88
-128.86%
|
-17,023.20
-208.58%
|
15,678.19
-162.43%
|
-25,113.13
-181.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|