ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
242.00
10.00 (3.97%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจากตั้งสำรองลดลง และมีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 6.13% หลักๆ เกิดจากการให้ สินเชื่อใหม่ตามยุทธศาสตร์ของธนาคารแก่ลูกค้าที่มีศักยภาพและมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าโดยการเสริมสภาพคล่องให้ลูกค้า สามารถกลับมาดําเนินธุรกิจได้ปกติ รวมทั้งลูกค้าบางส่วนยังอยู่ภายใต้มาตรการพักชําระเงินต้นและดอกเบี้ย ทําให้ธนาคารยังคง ต้องมีการบริหารจัดการดอกเบี้ยค้างรับอย่างต่อเนื่อง
สําหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจํานวน 1,910 ล้านบาท หรือ 4.17% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้จากการ จําหน่ายหลักทรัพย์ และรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยที่ลดลง
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=38049 out_tok=3154 at=2026-07-27T10:23:40 -->
# KBANK กำไรสุทธิ Q2/64 ลดลง 16.3% จากตั้งสำรองเพิ่ม รับผลกระทบโควิด-19
## รายได้ดอกเบี้ยสุทธิโต 5.6% หนุนผลดำเนินงานก่อนสำรอง ขณะที่คุณภาพหนี้ยังเป็นปัจจัยจับตา
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 8,894 ล้านบาท ลดลง 16.31% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น 24.93% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบต่อคุณภาพหนี้ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 104.40% เนื่องจากมีการตั้งสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิของ KBANK ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือ **การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 16.31% QoQ แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตและภาษีจะยังคงเติบโต 1.23% QoQ ก็ตาม ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นถึง 104.40% เป็นผลมาจากการ **ตั้งสำรอง ECL ที่ลดลงอย่างมาก** หลังจากที่ปีก่อนได้ตั้งสำรองไว้ในระดับสูง
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**การตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2564** เกิดจากการที่ฝ่ายจัดการต้องการ **รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบต่อคุณภาพหนี้ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป** จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่สาม ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ทำให้ธนาคารต้องบริหารจัดการเพื่อร่วมประคับประคองธุรกิจและสถานะทางการเงินของลูกค้าตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย
ในทางตรงกันข้าม **การตั้งสำรอง ECL ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในงวดแรกปี 2564 เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน** เป็นผลมาจาก **การตั้งสำรองที่สูงมากในงวดแรกของปีก่อน** (32,064 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** ในการตั้งสำรอง ECL ในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจาก **ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง** จากความกังวลและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการกระจายวัคซีนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ฝ่ายจัดการได้ระบุว่า **ยังคงยึดหลักความระมัดระวัง** ในการตั้งสำรองเพื่อให้สามารถรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โรคโควิด-19 และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งรวมถึงการให้สินเชื่อใหม่เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ลูกค้าตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/64 อยู่ที่ 8,894 ล้านบาท ลดลง 16.31% QoQ** แต่เพิ่มขึ้น 104.40% YoY
* **การตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น 24.93% QoQ** เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.63% QoQ** จากการเติบโตของสินเชื่อ
* **NIM อยู่ที่ 3.22%** ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน
* **รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.36% QoQ** จากค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่ลดลง
* **ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.25% QoQ** ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
* **อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) อยู่ที่ 18.19%** สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนด
## ภาพรวมผลประกอบการ
ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ในไตรมาส 2 ปี 2564 จำนวน 23,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.23% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 16.31% มาอยู่ที่ 8,894 ล้านบาท เนื่องจากมีการตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น 24.93% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและผลต่อคุณภาพหนี้ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 104.40% เนื่องจากมีการตั้งสำรอง ECL ลดลง 39.32% หลังจากที่งวดเดียวกันปีก่อนได้ตั้งสำรองไว้ในจำนวนที่สูงมาก
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.63% จากการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ ส่งผลให้ NIM อยู่ที่ 3.22% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.36% จากค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่ลดลง รวมถึงการปรับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงิน
ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 3.25% ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 41.78%
## โอกาส
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร
* **การลงทุนด้านเทคโนโลยี:** การเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต
* **การช่วยเหลือลูกค้า:** มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งสินเชื่อฟื้นฟูและมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ อาจช่วยประคับประคองคุณภาพสินทรัพย์และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในระยะยาว
* **การขยายบริการดิจิทัล:** การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น K PLUS, LINE BK, MAKE by KBank และบริการอื่น ๆ จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าและสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ ๆ
## ความเสี่ยง
* **คุณภาพสินทรัพย์:** ความเสี่ยงด้านเครดิตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือน
* **การตั้งสำรอง ECL:** การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิในระยะสั้น
* **ความผันผวนของตลาด:** ความเสี่ยงด้านตลาดจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 และการเคลื่อนย้ายเงินทุน อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานจากการลงทุน
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ภาวะอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ยังคงมีการแข่งขันสูง ทั้งจากธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเองและผู้ให้บริการทางการเงินรายใหม่
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการตั้งสำรอง ECL:** ติดตามการตั้งสำรองในไตรมาสถัดไป เพื่อประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และกำไรสุทธิ
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย:** จับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และประสิทธิภาพของวัคซีนในการควบคุมโรค ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อ
* **การเติบโตของสินเชื่อและ NIM:** ติดตามการเติบโตของสินเชื่อและ NIM เพื่อประเมินรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ติดตามการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
* **การพัฒนาบริการดิจิทัล:** ประเมินความสำเร็จของการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ ๆ และการขยายฐานลูกค้า
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**NIM:** อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.22% ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 3.16% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ
**NII/Non-NII:** รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เพิ่มขึ้น 5.63% QoQ จากการเติบโตของสินเชื่อ ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ลดลง 6.36% QoQ ส่วนใหญ่มาจากการลดลงของค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ
**NPL:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข NPL โดยตรง แต่กล่าวถึง "คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ยังถดถอยลงตามความเสี่ยงเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อในไตรมาสที่ 2 ปี 2564 ขยับสูงขึ้น" ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่คุณภาพสินทรัพย์อาจแย่ลง
**Coverage Ratio:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Coverage Ratio โดยตรง แต่การตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้น 24.93% QoQ บ่งชี้ถึงการเพิ่มความแข็งแกร่งในการรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น
**Credit Cost:** Credit Cost ในไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ 10,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.93% QoQ
**สัดส่วนสินเชื่อ:** สินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจเติบโต 2.36% QoQ และกลุ่มลูกค้าบุคคลเติบโต 5.21% QoQ
**เงินฝาก:** เงินรับฝากรวมเพิ่มขึ้น 3.34% QoQ โดยเงินรับฝากออมทรัพย์ยังคงมีสัดส่วนสูงสุด
**CASA:** เอกสารไม่ได้ระบุสัดส่วน CASA โดยตรง แต่เงินรับฝากกระแสรายวันเพิ่มขึ้น 10.72% QoQ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ CASA
**CAR/Basel:** อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ตามเกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 18.19% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ธปท. กำหนด
**รายได้ค่าธรรมเนียม:** รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลง 6.36% QoQ
**กำไรพิเศษครั้งเดียว:** ไม่พบข้อมูลกำไรพิเศษครั้งเดียวในเอกสาร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **หนี้สินรวม:** เพิ่มขึ้น 3.47% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากและรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน
* **ส่วนของเจ้าของ:** เพิ่มขึ้น 1.06% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่เกิดจากกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ แต่ถูกหักล้างบางส่วนจากการจ่ายเงินปันผล
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ:** อยู่ที่ 7.38 เท่า
* **เงินรับฝาก:** เพิ่มขึ้น 3.34% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเงินรับฝากระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) มีสัดส่วนสูงถึง 99.32%
* **เงินให้สินเชื่อ:** เพิ่มขึ้น 3.52% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจคิดเป็น 58.53% และสินเชื่อรายย่อยคิดเป็น 42.11%
* **สภาพคล่อง:** ธนาคารดำรงเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและเงินสดที่ศูนย์เงินสดรวม 31,066 ล้านบาท
## สรุปท้าย
KBANK ในไตรมาส 2 ปี 2564 เผชิญกับแรงกดดันจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้ต้องตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อกำไรสุทธิเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว แม้ว่าคุณภาพสินทรัพย์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ธนาคารสามารถประคับประคองธุรกิจและลูกค้าให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KBANK ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
51,808.95
ล้านบาท
↓ 26.1% YoY
กำไรขั้นต้น
224,886.17
ล้านบาท
↓ 8.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
434.07
%
กำไรสุทธิ
5,306.47
ล้านบาท
↓ 49.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
10.24
%
D/E Ratio
6.68
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
51,809
↓ -26.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
224,886
↓ -8.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
5,306
↓ -49.4%
YoY
D/E Ratio
6.68
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KBANK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
6.68
ROE (%)
8.62
ROA (%)
2.38
Book Value/หุ้น
245.12
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KBANK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รวมสินทรัพย์หมุนเวียน | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมสินทรัพย์ | — |
4,558,618.07
+5.01%
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สินหมุนเวียน | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สิน | — |
3,884,849.99
+5.13%
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมส่วนของเจ้าของ | — |
581,146.31
+2.18%
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| D/E | — |
6.68
|
— | — | — | — | — |
| อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น | — |
8.62
|
— |
8.19
|
7.30
|
8.30
|
8.83
|
| อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ | — |
2.38
|
— |
2.13
|
1.56
|
1.75
|
2.39
|
| อัตราส่วนสภาพคล่อง | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| วงจรเงินสด | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-88,535
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+127,860
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KBANK
| รายการ | 2567 | 2565 | 2560 | 2559 | 2558 | 2557 | 2556 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
-88,535.44
-151.65%
|
171,419.92
-403.24%
|
-56,530.31
-182.45%
|
68,566.99
-53.12%
|
146,246.58
+113.47%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
127,860.01
-174.35%
|
-171,972.65
-339.61%
|
71,772.51
-207.36%
|
-66,851.90
-42.19%
|
-115,650.59
-1.37%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
-32,082.53
-753.03%
|
4,912.88
-128.86%
|
-17,023.20
-208.58%
|
15,678.19
-162.43%
|
-25,113.13
-181.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|