บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
1.45
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรหลักๆ เกิดจาก รายได้เพิ่มขึ้น 7.63%YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ งานให้บริการ และ งานกลุ่มรองเท้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรายได้จาการขายและบริการลดลงเล็กน้อย 0.33% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากรายได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ Wet Blue ที่ลดลง
กําไรขั้นต้นเท่ากับ 88.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 4.64% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยอัตรากําไรขั้นต้นเมื่อเทียบกับรายได้จากการขายและบริการใน ไตรมาสที่ 1/2565 เท่ากับ 18.75% ซึ่งอัตรากําไรขั้นต้นของช่วงเดียวกันของปีก่อน เท่ากับ 20.01% เนื่องจาก ต้นทุนวัตถุดิบที่มีการปรับราคาสูงขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4798 out_tok=2758 at=2026-07-25T17:38:35 -->
# IHL กำไรสุทธิ Q3/65 ลดลง 36% YoY รับต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อนฉุด GPM
## รายได้รวม IHL โต 49% แต่กำไรสุทธิหด 36% YoY เหตุต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าใช้จ่ายพุ่ง กดดันอัตรากำไรขั้นต้น
ในไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ IHL มีรายได้รวม 580.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 26.00 ล้านบาท ลดลง 36.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แต่กำไรสุทธิกลับปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งฝ่ายจัดการได้ระบุถึงปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในงวดนี้
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ IHL ในไตรมาส 3/2565 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **การปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากของต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบ ประกอบกับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 22.62% ในไตรมาส 3/2564 เป็น 13.24% ในไตรมาส 3/2565 และลดลงจาก 18.57% ในไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโตถึง 46.20% YoY และ 32.50% QoQ ก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน, สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบต่างๆ ทั่วโลก, และภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ **การอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ** ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนหนังและวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ที่ต้องนำเข้ามีราคาสูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นเงินบาท ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนขาย ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง แม้ว่าบริษัทจะมีความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 2.03 ล้านบาท YoY จากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย, ค่าใช้จ่ายส่งออก และงานวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์คอลลาเจน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้แนวโน้มที่ชัดเจนว่าปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าเงินบาทจะคลี่คลายลงเมื่อใด โดยระบุเพียงว่าเป็นผลจากสถานการณ์ภายนอกที่ควบคุมได้ยาก อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทมีการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์คอลลาเจน อาจเป็นสัญญาณของการมองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ หรือการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เพื่อชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนในอนาคต แต่สำหรับผลประกอบการในระยะสั้นถึงกลาง ยังคงต้องจับตาดูทิศทางราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเติบโต 49.02% YoY** แตะ 580.05 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ธุรกิจยานยนต์ บริการ กลุ่มรองเท้า และเฟอร์นิเจอร์
* **กำไรสุทธิลดลง 36.19% YoY** เหลือ 26.00 ล้านบาท แม้รายได้จะโต
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวแรง** จาก 22.62% ใน Q3/64 เหลือ 13.24% ใน Q3/65
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายพุ่งสูง** จากสถานการณ์โควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน, เงินเฟ้อ และค่าเงินบาทอ่อนค่า
* **สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 16.74% YoY** เป็น 1,234.03 ล้านบาท
* **เงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น 15.7% YoY** เป็น 1,243.22 ล้านบาท ขณะที่เงินกู้ระยะยาวลดลง 24.7% YoY
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 IHL มีรายได้จากการขายและบริการ 564.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 32.50% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายได้รวม 580.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.02% YoY และ 33.26% QoQ อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นกลับลดลง 14.43% YoY และ 5.57% QoQ มาอยู่ที่ 74.77 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 22.62% ใน Q3/64 เป็น 13.24% ใน Q3/65 และลดลงจาก 18.57% ในไตรมาสก่อนหน้า กำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 111.57 ล้านบาท ลดลง 4.32% YoY แต่เพิ่มขึ้น 4.25% QoQ ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 26.00 ล้านบาท ลดลง 36.19% YoY และเพิ่มขึ้น 3.27% QoQ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 4.60%
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ:** ฝ่ายจัดการระบุว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของรายได้ในธุรกิจต่างๆ
* **การเติบโตของธุรกิจยานยนต์ บริการ กลุ่มรองเท้า และเฟอร์นิเจอร์:** รายได้ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการสินค้าและบริการที่ยังคงมีอยู่
* **การลงทุนในผลิตภัณฑ์คอลลาเจน:** การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์คอลลาเจนอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ หรือเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น:** สถานการณ์โควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน, และเงินเฟ้อ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนการผลิต
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น
* **การเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น:** เงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น 159.00 ล้านบาท YoY ซึ่งอาจส่งผลต่อภาระดอกเบี้ยจ่าย
* **การลดลงของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์:** แม้จะมีการลงทุนในเครื่องจักรและอาคาร แต่ค่าเสื่อมราคาที่รับรู้มีมากกว่า ทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิลดลง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางราคาวัตถุดิบและค่าเงินบาท:** จะส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสถัดไป
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถของบริษัทในการควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
* **การเติบโตของรายได้ในธุรกิจหลัก:** การรักษาโมเมนตัมการเติบโตของรายได้จากธุรกิจยานยนต์ บริการ กลุ่มรองเท้า และเฟอร์นิเจอร์
* **ความคืบหน้าของผลิตภัณฑ์คอลลาเจน:** ศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไรในอนาคต
* **ภาระดอกเบี้ยจ่าย:** จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้ 46.20% YoY บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** ไม่มีการระบุข้อมูล Order Book ในเอกสาร
* **ราคาวัตถุดิบ:** ได้รับผลกระทบเชิงลบจากสถานการณ์โลกและค่าเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ต้นทุนหนังและวัตถุดิบเคมีภัณฑ์สูงขึ้น
* **GPM:** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 22.62% ใน Q3/64 เป็น 13.24% ใน Q3/65
* **ส่งออก:** มีการกล่าวถึงค่าใช้จ่ายในการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการขยายตลาดส่งออก
* **ค่าเงิน:** ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เป็นปัจจัยลบต่อต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า
* **สินค้าคงคลัง:** เพิ่มขึ้น 16.74% YoY เป็น 1,234.03 ล้านบาท ซึ่งอาจสะท้อนการสต็อกวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิต หรือการคาดการณ์ความต้องการที่เพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,789.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119.96 ล้านบาทจากสิ้นปี 2564 สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยมีสินค้าคงเหลือ 1,234.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.74% YoY และลูกหนี้การค้า 257.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.30% YoY ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิอยู่ที่ 2,190.04 ล้านบาท ลดลง 3.90% YoY เนื่องจากมีการลงทุนในเครื่องจักรและอาคาร 86.61 ล้านบาท แต่มีการรับรู้ค่าเสื่อมราคา 176.01 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,132.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.98% YoY โดยเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 15.70% YoY เป็น 1,243.22 ล้านบาท ขณะที่เงินกู้ยืมระยะยาวลดลง 24.70% YoY เป็น 517.55 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินต้น ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 1,656.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.39% YoY อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.29 เท่า
## สรุปท้าย
IHL ในไตรมาส 3/2565 เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากวัตถุดิบและผลกระทบค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งบั่นทอนอัตรากำไรขั้นต้นอย่างรุนแรง แม้รายได้รวมจะเติบโตได้ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจหลัก แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบด้านต้นทุนได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ฐานะการเงินยังคงมีภาระหนี้สินระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเงินบาท และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทอย่างใกล้ชิด รวมถึงความคืบหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ IHL ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
410.34
ล้านบาท
↓ 30% YoY
กำไรขั้นต้น
80.67
ล้านบาท
↓ 13.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.66
%
กำไรสุทธิ
-0.23
ล้านบาท
↓ 101.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.06
%
D/E Ratio
1.47
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
410
↓ -30%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
81
↓ -13.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
0
↓ -101.6%
YoY
D/E Ratio
1.47
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — IHL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.47
ROE (%)
6.78
ROA (%)
5.32
Book Value/หุ้น
2.93
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — IHL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+134
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+102
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — IHL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
134.17
-1.25%
|
135.87
-178.38%
|
-173.35
-11.77%
|
-196.47
-182.94%
|
236.88
-0.71%
|
238.57
+317.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
101.72
+70.27%
|
59.74
+68.90%
|
35.37
-53.70%
|
76.39
-161.13%
|
-124.96
-14.53%
|
-146.21
-56.07%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-229.83
+12.49%
|
-204.31
-247.19%
|
138.81
-19.99%
|
173.49
-304.30%
|
-84.92
-3.59%
|
-88.08
-132.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
6.35
-173.92%
|
-8.59
-1,122.62%
|
0.84
-98.43%
|
53.42
+97.93%
|
26.99
+530.61%
|
4.28
-237.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
19.09
+45.39%
|
13.13
+171.28%
|
4.84
-85.39%
|
33.12
+439.41%
|
6.14
+223.16%
|
1.90
-62.45%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
4.12
-78.42%
|
19.09
+45.39%
|
13.13
+171.28%
|
4.84
-85.39%
|
33.12
+439.41%
|
6.14
+223.16%
|