บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
1.45
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรหลักๆ เกิดจาก รายได้เพิ่มขึ้น 7.63%YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ งานให้บริการ และ งานกลุ่มรองเท้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรายได้จาการขายและบริการลดลงเล็กน้อย 0.33% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากรายได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ Wet Blue ที่ลดลง
กําไรขั้นต้นเท่ากับ 88.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 4.64% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยอัตรากําไรขั้นต้นเมื่อเทียบกับรายได้จากการขายและบริการใน ไตรมาสที่ 1/2565 เท่ากับ 18.75% ซึ่งอัตรากําไรขั้นต้นของช่วงเดียวกันของปีก่อน เท่ากับ 20.01% เนื่องจาก ต้นทุนวัตถุดิบที่มีการปรับราคาสูงขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4675 out_tok=2825 at=2026-07-25T06:11:22 -->
# IHL กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 83% รับต้นทุนพุ่ง-ดอกเบี้ยขาขึ้น
## รายได้รวมโต 13% แต่กำไรขั้นต้นหดหนัก ฉุดผลงานทั้งไตรมาส
บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ IHL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 494.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จะเติบโต แต่กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 83.48% มาอยู่ที่ 4.16 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ IHL ในไตรมาส 2/2566 เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **ต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ประกอบกับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักคือ **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่หดตัวลงอย่างรุนแรงจาก 18.57% ในปีก่อน เหลือเพียง 12.53% ในไตรมาสนี้** ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลักที่ทำให้กำไรสุทธิลดลงถึง 83.48% จาก 24.78 ล้านบาทในปีก่อน เหลือเพียง 4.16 ล้านบาทในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมผลประกอบการ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ GPM หดตัวมาจาก **ต้นทุนวัตถุดิบที่มีการปรับราคาสูงขึ้น** รวมถึง **ต้นทุนค่าสาธารณูปโภคที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น** โดยเฉพาะค่าพลังงานเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังมี **ค่าซ่อมแซมปรับปรุงเครื่องจักรและค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้น** ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนผันแปรที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน **ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 2.04 ล้านบาท** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจาก **อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงินที่ปรับเพิ่มขึ้น** ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ สูงขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบและสาธารณูปโภคปรับราคาสูงขึ้น แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าแนวโน้มจะต่อเนื่องไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทฯ มีแผนควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมและบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้าง แต่การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเติบโต 13.56% YoY** มาอยู่ที่ 494.30 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการขายหนังผืนสำเร็จรูปสำหรับรองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น
* **กำไรสุทธิลดลง 83.48% YoY** เหลือเพียง 4.16 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงขึ้น
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 18.57% ในปีก่อน เหลือ 12.53% ในไตรมาสนี้
* **ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซม และค่าแรง ปรับตัวสูงขึ้น** เป็นสาเหตุหลักที่กดดัน GPM
* **ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 2.04 ล้านบาท YoY** จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นที่ปรับสูงขึ้น
* **สินค้าคงเหลือลดลง 28.41 ล้านบาท** เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 1,176.00 ล้านบาท คิดเป็น 32.61% ของสินทรัพย์สุทธิ
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ IHL มีรายได้จากการขายและบริการเท่ากับ 484.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายหนังผืนสำเร็จรูปสำหรับรองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 494.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.56% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 3.55% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นกลับลดลงถึง 35.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 8.12% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 18.57% ในปีก่อน เหลือ 12.53% ในไตรมาสนี้ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับราคาสูงขึ้น ต้นทุนค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมปรับปรุงเครื่องจักร และค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้น
กำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีเงินได้ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 76.05 ล้านบาท ลดลง 28.94% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 13.19% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 1.08 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 2.04 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น
ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 4.16 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 83.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การเติบโตของรายได้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์**: การที่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยานยนต์เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการรักษาฐานรายได้ในส่วนนี้
* **การควบคุมค่าใช้จ่ายและบริหารต้นทุน**: ฝ่ายจัดการมีแผนที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมและบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะช่วยลดแรงกดดันต่ออัตรากำไรได้
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าสาธารณูปโภคที่ผันผวนสูง**: การที่ต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นโดยตรง
* **อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น**: การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ซึ่งกดดันกำไรสุทธิ
* **ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น**: ทั้งค่าซ่อมแซมเครื่องจักรและค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้น เป็นแรงกดดันต่อต้นทุนรวม
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน**: แม้จะไม่ได้ระบุในเอกสาร แต่โดยทั่วไปกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่อาจมีการนำเข้าวัตถุดิบหรือส่งออกสินค้า อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและค่าพลังงาน**: จะยังคงปรับตัวสูงขึ้น หรือมีแนวโน้มทรงตัว/ลดลง
* **ทิศทางอัตราดอกเบี้ย**: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ อย่างไร
* **ประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย**: บริษัทฯ จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ดีเพียงใด
* **การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และเฟอร์นิเจอร์**: ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องจะยังคงเติบโตต่อเนื่องหรือไม่
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง**: ระดับสินค้าคงคลังที่ลดลงเล็กน้อย จะส่งผลต่อการตอบสนองต่อคำสั่งซื้อในอนาคตหรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate**: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การที่รายได้จากการขายหนังผืนสำเร็จรูปสำหรับรองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยานยนต์เพิ่มขึ้น อาจบ่งชี้ว่าโรงงานมีการเดินเครื่องจักรในระดับที่สูงขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ
* **Order Book**: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้ในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์อาจสะท้อนถึงปริมาณคำสั่งซื้อที่มีอยู่
* **ราคาวัตถุดิบ**: ระบุชัดเจนว่าต้นทุนวัตถุดิบมีการปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดัน GPM
* **GPM**: หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 18.57% เป็น 12.53%
* **การส่งออก**: เอกสารไม่ได้ระบุสัดส่วนการส่งออกโดยตรง แต่การขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยานยนต์และเฟอร์นิเจอร์ อาจรวมถึงตลาดต่างประเทศ
* **ค่าเงิน**: ไม่ได้ระบุผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง
* **สินค้าคงคลัง**: ลดลง 28.41 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 1,176.00 ล้านบาท คิดเป็น 32.61% ของสินทรัพย์สุทธิ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,606.76 ล้านบาท ลดลง 87.67 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565
* **สินทรัพย์หมุนเวียน**: สินค้าคงเหลืออยู่ที่ 1,176.00 ล้านบาท ลดลง 28.41 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน
* **หนี้สิน**: หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,035.46 ล้านบาท
* **เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน**: เพิ่มขึ้นจาก 74.28 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 เป็น 1,204.17 ล้านบาท
* **เงินกู้ยืมระยะยาว**: ลดลงเหลือ 465.62 ล้านบาท ลดลง 174.14 ล้านบาท เมื่อเทียบจากสิ้นปี 2565 เป็นผลจากการจ่ายชำระคืนตามกำหนด
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น**: เท่ากับ 1,617.52 ล้านบาท ลดลง 41.44 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผล 59.26 ล้านบาท
**อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ:**
* **อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)**: 0.90 เท่า (ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 0.89 เท่า)
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)**: 1.26 เท่า (เพิ่มขึ้นจาก 1.17 เท่า)
* **อัตรากำไรขั้นต้น**: 12.53% (ลดลงจาก 18.57%)
* **อัตรากำไรสุทธิ**: 0.86% (ลดลงจาก 5.15%)
## สรุปท้าย
IHL เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนักในไตรมาส 2/2566 แม้รายได้รวมจะเติบโต แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ ค่าสาธารณูปโภค ค่าแรง และค่าใช้จ่ายทางการเงิน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงจากต้นทุนที่ผันผวนและอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในขณะที่โอกาสในการรักษาความสามารถในการแข่งขันขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายและบริหารต้นทุนของฝ่ายจัดการ.
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ IHL ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
410.34
ล้านบาท
↓ 30% YoY
กำไรขั้นต้น
80.67
ล้านบาท
↓ 13.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.66
%
กำไรสุทธิ
-0.23
ล้านบาท
↓ 101.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.06
%
D/E Ratio
1.47
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
410
↓ -30%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
81
↓ -13.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
0
↓ -101.6%
YoY
D/E Ratio
1.47
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — IHL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.47
ROE (%)
6.78
ROA (%)
5.32
Book Value/หุ้น
2.93
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — IHL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+134
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+102
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — IHL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
134.17
-1.25%
|
135.87
-178.38%
|
-173.35
-11.77%
|
-196.47
-182.94%
|
236.88
-0.71%
|
238.57
+317.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
101.72
+70.27%
|
59.74
+68.90%
|
35.37
-53.70%
|
76.39
-161.13%
|
-124.96
-14.53%
|
-146.21
-56.07%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-229.83
+12.49%
|
-204.31
-247.19%
|
138.81
-19.99%
|
173.49
-304.30%
|
-84.92
-3.59%
|
-88.08
-132.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
6.35
-173.92%
|
-8.59
-1,122.62%
|
0.84
-98.43%
|
53.42
+97.93%
|
26.99
+530.61%
|
4.28
-237.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
19.09
+45.39%
|
13.13
+171.28%
|
4.84
-85.39%
|
33.12
+439.41%
|
6.14
+223.16%
|
1.90
-62.45%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
4.12
-78.42%
|
19.09
+45.39%
|
13.13
+171.28%
|
4.84
-85.39%
|
33.12
+439.41%
|
6.14
+223.16%
|