บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
1.45
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรหลักๆ เกิดจาก รายได้เพิ่มขึ้น 7.63%YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ งานให้บริการ และ งานกลุ่มรองเท้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรายได้จาการขายและบริการลดลงเล็กน้อย 0.33% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากรายได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ Wet Blue ที่ลดลง
กําไรขั้นต้นเท่ากับ 88.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 4.64% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยอัตรากําไรขั้นต้นเมื่อเทียบกับรายได้จากการขายและบริการใน ไตรมาสที่ 1/2565 เท่ากับ 18.75% ซึ่งอัตรากําไรขั้นต้นของช่วงเดียวกันของปีก่อน เท่ากับ 20.01% เนื่องจาก ต้นทุนวัตถุดิบที่มีการปรับราคาสูงขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4647 out_tok=2743 at=2026-07-25T18:30:40 -->
# IHL กำไรสุทธิ Q3/64 พุ่ง 344% รับ GPM พลิกโตแรง
## รายได้รวมโต 8.76% YoY แต่ลดลง QoQ ฝ่ายจัดการชี้ GPM ขยายตัวสูงเป็นปัจจัยหนุนกำไรหลัก
บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ IHL รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 40.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 344.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะเติบโต 8.76% YoY แต่ลดลง 4.30% QoQ โดยปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของกำไรมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของ IHL ในไตรมาส 3 ปี 2564 พลิกฟื้นและเติบโตอย่างก้าวกระโดด มาจาก **การขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM)** ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 8.26% ในไตรมาส 3 ปี 2563 และ 17.37% ในไตรมาส 2 ปี 2564 มาอยู่ที่ 22.62% ในไตรมาสนี้
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:** ฝ่ายจัดการระบุว่า การเพิ่มขึ้นของ GPM นี้เป็นผลมาจากการ **ควบคุมต้นทุนการขายและการให้บริการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท แม้รายได้จากการขายและบริการจะเพิ่มขึ้น 8.57% YoY จากธุรกิจยานยนต์ กลุ่มรองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ แต่การบริหารจัดการต้นทุนที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง หรือมีประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้นเมื่อเทียบกับราคาขาย
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:** จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ GPM ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งหากบริษัทสามารถรักษามาตรฐานการควบคุมต้นทุนนี้ไว้ได้ ก็มี **โอกาสต่อเนื่อง** ในการรักษาอัตรากำไรที่ดี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบและประสิทธิภาพการผลิตในอนาคตจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพุ่ง 344.16% YoY:** จาก 9.17 ล้านบาทใน Q3/63 เป็น 40.75 ล้านบาทใน Q3/64
* **GPM ขยายตัวโดดเด่น:** เพิ่มขึ้นจาก 8.26% ใน Q3/63 และ 17.37% ใน Q2/64 มาอยู่ที่ 22.62% ใน Q3/64
* **รายได้รวมเติบโต 8.76% YoY:** อยู่ที่ 389.25 ล้านบาท หนุนโดยธุรกิจยานยนต์ รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง YoY:** ลดลง 6.81 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน
* **สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น:** อยู่ที่ 1,128.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 968.52 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการรวม 386.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจยานยนต์ กลุ่มรองเท้า และธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รายได้ลดลง 4.20% เนื่องจากยอดขายจากธุรกิจยานยนต์และธุรกิจขนมขบเคี้ยวสุนัขที่ลดลง
บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้น 87.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 197.11% YoY และเพิ่มขึ้น 24.76% QoQ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 8.26% ใน Q3/63 และ 17.37% ใน Q2/64 มาอยู่ที่ 22.62% ใน Q3/64 ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเกิดจากการควบคุมต้นทุนการขายและการให้บริการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 116.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121.21% YoY และ 25.89% QoQ
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาสนี้อยู่ที่ 36.27 ล้านบาท ลดลง 6.81 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากปีที่ผ่านมามีการรับรู้ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำสัญญาแลกเปลี่ยนดอกเบี้ย และการบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 40.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 344.16% YoY และเพิ่มขึ้น 118.97% QoQ
## โอกาส
* **การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ:** การที่ฝ่ายจัดการสามารถควบคุมต้นทุนการขายและบริการได้ดีขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ ซึ่งหากรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ จะเป็นโอกาสในการสร้างผลกำไรที่ยั่งยืน
* **การเติบโตของธุรกิจยานยนต์ กลุ่มรองเท้า และเฟอร์นิเจอร์:** การที่ธุรกิจเหล่านี้ยังคงมีรายได้เติบโต YoY แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่ยังคงมีอยู่ และเป็นโอกาสในการขยายส่วนแบ่งการตลาดต่อไป
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของรายได้ QoQ:** รายได้จากการขายและบริการที่ลดลง 4.20% QoQ จากธุรกิจยานยนต์และขนมขบเคี้ยวสุนัข เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาว่าแนวโน้มนี้จะต่อเนื่องหรือไม่
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 968.52 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 เป็น 1,128.82 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 อาจส่งผลต่อต้นทุนการจัดเก็บและสภาพคล่องหากการขายไม่เป็นไปตามเป้า
* **ภาระหนี้สิน:** แม้ D/E ratio จะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่การมีเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวรวมกว่า 1,889 ล้านบาท ยังคงเป็นภาระที่ต้องบริหารจัดการดอกเบี้ยจ่าย
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้ม GPM:** ความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
* **การฟื้นตัวของยอดขาย:** โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่รายได้ลดลง QoQ เช่น ธุรกิจยานยนต์และขนมขบเคี้ยวสุนัข
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** การระบายสต็อกที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่อง
* **การลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์:** แม้จะมีการลงทุน แต่ค่าเสื่อมราคาสูงกว่าการลงทุนใหม่ ทำให้สินทรัพย์สุทธิลดลง ต้องพิจารณาถึงแผนการลงทุนในอนาคต
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาสนี้จะไม่มีการบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเหมือนปีก่อน แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การที่รายได้จากธุรกิจยานยนต์ กลุ่มรองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ เติบโต YoY บ่งชี้ว่าโรงงานมีการเดินเครื่องจักรเพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อ
* **Order Book:** ไม่ได้มีการระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้ YoY ในบางกลุ่มธุรกิจอาจสะท้อนถึงการมีคำสั่งซื้อที่ต่อเนื่อง
* **ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารไม่ได้ระบุถึงผลกระทบของราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่การที่ GPM เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจหมายถึงบริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ หรือมีการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ดี
* **GPM:** ดังที่กล่าวไป GPM เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยเพิ่มขึ้นจาก 8.26% ใน Q3/63 เป็น 22.62% ใน Q3/64 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของไตรมาสก่อนหน้าอย่างชัดเจน
* **ส่งออก:** เอกสารไม่ได้แยกรายได้จากการส่งออกโดยเฉพาะ
* **ค่าเงิน:** มีการกล่าวถึงการบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในปีที่ผ่านมา แต่ในไตรมาสนี้ไม่ได้ระบุถึงผลกระทบจากค่าเงิน
* **สินค้าคงคลัง:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 968.52 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 เป็น 1,128.82 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,755.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.84 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2563 สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,128.82 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าที่ 193.66 ล้านบาท
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2,297.96 ล้านบาท เนื่องจากมีการลงทุนในเครื่องจักรและปรับปรุงอาคาร 110.55 ล้านบาท แต่มีค่าเสื่อมราคา 185.05 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,172.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 157.08 ล้านบาท เป็น 1,115.43 ล้านบาท ขณะที่เงินกู้ยืมระยะยาวลดลง 61.54 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินต้น
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 1,582.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 450.91 ล้านบาท บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผล 0.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 59.28 ล้านบาท
อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 0.83 เท่า และอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วอยู่ที่ 0.12 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่ต้องบริหารจัดการ
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 4.97 เท่า และหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.37 เท่า
## สรุปท้าย
IHL ในไตรมาส 3 ปี 2564 แสดงผลประกอบการที่น่าประทับใจ โดยมีกำไรสุทธิเติบโตกว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือการบริหารจัดการต้นทุนที่ยอดเยี่ยม ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้รวมจะเติบโต YoY แต่ก็เผชิญแรงกดดันจากการลดลง QoQ ในบางกลุ่มธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพนี้เป็นโอกาสสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรในอนาคต แต่ก็ต้องจับตาการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มรายได้ในไตรมาสถัดไปอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ IHL ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
410.34
ล้านบาท
↓ 30% YoY
กำไรขั้นต้น
80.67
ล้านบาท
↓ 13.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.66
%
กำไรสุทธิ
-0.23
ล้านบาท
↓ 101.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.06
%
D/E Ratio
1.47
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
410
↓ -30%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
81
↓ -13.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
0
↓ -101.6%
YoY
D/E Ratio
1.47
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — IHL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.47
ROE (%)
6.78
ROA (%)
5.32
Book Value/หุ้น
2.93
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — IHL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+134
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+102
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — IHL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
134.17
-1.25%
|
135.87
-178.38%
|
-173.35
-11.77%
|
-196.47
-182.94%
|
236.88
-0.71%
|
238.57
+317.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
101.72
+70.27%
|
59.74
+68.90%
|
35.37
-53.70%
|
76.39
-161.13%
|
-124.96
-14.53%
|
-146.21
-56.07%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-229.83
+12.49%
|
-204.31
-247.19%
|
138.81
-19.99%
|
173.49
-304.30%
|
-84.92
-3.59%
|
-88.08
-132.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
6.35
-173.92%
|
-8.59
-1,122.62%
|
0.84
-98.43%
|
53.42
+97.93%
|
26.99
+530.61%
|
4.28
-237.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
19.09
+45.39%
|
13.13
+171.28%
|
4.84
-85.39%
|
33.12
+439.41%
|
6.14
+223.16%
|
1.90
-62.45%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
4.12
-78.42%
|
19.09
+45.39%
|
13.13
+171.28%
|
4.84
-85.39%
|
33.12
+439.41%
|
6.14
+223.16%
|