บริษัท ฟิลเตอร์ วิชั่น จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.32
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7996 out_tok=2460 at=2026-07-25T15:53:27 -->
FVC กำไรสุทธิ Q1/66 หดตัว 14% รับแรงกดดันต้นทุนสูง-มาร์จิ้นวูบ
ฝ่ายจัดการ FVC ชี้เศรษฐกิจฟื้นหนุนรายได้รวมโต 13% แต่ต้นทุนพุ่งกระทบกำไรสุทธิลดลง ขณะที่ธุรกิจบริการทางการแพทย์ยังคงเป็นดาวเด่น
บริษัท ฟิลเตอร์ วิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FVC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 214.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งภาคการท่องเที่ยวและกำลังซื้อภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดกลับลดลง 14.27% มาอยู่ที่ 9.43 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ FVC ในไตรมาส 1 ปี 2566 ปรับลดลง คือ **การที่ต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) หดตัวลงอย่างชัดเจน** แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโตได้ดีก็ตาม
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนสินค้าและบริการ รวมถึงวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับราคาขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 28.16% ในไตรมาส 1 ปี 2565 มาอยู่ที่ 24.89% ในไตรมาส 1 ปี 2566 หรือลดลงถึง 3.27% นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารยังปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการจ้างพนักงานเพิ่มและการปรับเงินเดือนประจำปี รวมถึงค่าบริจาคและค่าโฆษณา ทำให้กำไรสุทธิโดยรวมลดลง 15.34% จาก 11.15 ล้านบาท เหลือ 9.44 ล้านบาท (สำหรับกำไรจากการดำเนินงานต่อเนื่อง)
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุถึงผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน แต่ก็ไม่ได้ให้แนวโน้มที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ต้นทุนจะดีขึ้นหรือแย่ลงในระยะถัดไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนยังคงอยู่ หรืออาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเปลี่ยนแปลงได้ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ต้นทุนและแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเติบโต 13.11%:** จาก 189.60 ล้านบาท เป็น 214.46 ล้านบาท หนุนโดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
* **กำไรสุทธิลดลง 14.27%:** จาก 11.00 ล้านบาท เป็น 9.43 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้นหดตัว:** ลดลงจาก 28.16% เป็น 24.89% สาเหตุหลักจากต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **ธุรกิจบริการทางการแพทย์ (B3) เติบโตโดดเด่น:** รายได้เพิ่มขึ้น 14.71% เป็น 103.03 ล้านบาท จากจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นและการขยายสาขาหน่วยไตเทียม
* **มีงานในมือ (Backlog) รองรับ:** กลุ่มธุรกิจ B1 มีงานโครงการมูลค่า 49.67 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้ปี 2566 และกลุ่มธุรกิจ B3 (KTMS) มีแผนขยายสาขาและเครื่องไตเทียมต่อเนื่อง
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 1 ปี 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการรวม 214.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ส่งผลดีต่อธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการด้านระบบน้ำ (B1) และกลุ่มพาณิชย์และที่พักอาศัย (B2) รวมถึงกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ (B3) ที่กลับมาดำเนินงานได้ใกล้เคียงก่อนโควิด-19
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 14.27% มาอยู่ที่ 9.43 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 3.27% (จาก 28.16% เป็น 24.89%) เนื่องจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราเงินเฟ้อ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 3.12% จากการจ้างพนักงานเพิ่มและการปรับเงินเดือน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** ส่งผลดีต่อกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคครัวเรือน ธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และการท่องเที่ยว
* **การขยายธุรกิจบริการทางการแพทย์ (KTMS):** มีแผนขยายสาขาและเพิ่มเครื่องไตเทียมอย่างต่อเนื่องในปี 2566 จำนวน 4-9 แห่ง และ 70-82 เครื่องตามลำดับ
* **การขยายธุรกิจใหม่:** บริษัท เนโฟรวิชั่น (NEP) มีแผนเปิดสาขาและซื้อเครื่องไตเทียมในปี 2566 จำนวน 1-2 แห่ง และ 16-24 เครื่อง
* **งานโครงการในมือ:** กลุ่ม B1 มีงานโครงการระบบน้ำมูลค่า 49.67 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้ปี 2566 และกลุ่ม B3 (IRV, MV) มีงานติดตั้งระบบน้ำและท่อลมรวมมูลค่า 22.05 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จปี 2566
* **ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพและความสะอาด:** จากผลกระทบ COVID-19 ลูกค้ามีความใส่ใจเรื่องสุขภาพและความสะอาดมากขึ้น ทำให้มีโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโอโซน เครื่องผลิตน้ำดื่มไฮโดรเจนและน้ำโอโซน
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบผันผวน:** อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน และราคาพลังงานที่สูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและอัตรากำไรขั้นต้นอย่างต่อเนื่อง
* **การแข่งขันในธุรกิจบริการทางการแพทย์:** การขยายสาขาและการเพิ่มจำนวนเครื่องไตเทียม อาจนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
* **ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก:** ความขัดแย้งระหว่างประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวน อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
* **การดำเนินงานที่ยกเลิก:** ธุรกิจคลินิกเวชกรรมด้านสุขภาพและความงาม (B4) ยังคงประสบผลขาดทุนต่อเนื่อง และปิดกิจการชั่วคราว
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น:** จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน
* **ความคืบหน้าการขยายสาขาและเครื่องไตเทียมของ KTMS และ NEP:** เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ของกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์
* **การรับรู้รายได้จากงานโครงการที่อยู่ในมือ (Backlog):** โดยเฉพาะโครงการระบบน้ำมูลค่า 49.67 ล้านบาท และงานติดตั้งท่อลม 16.05 ล้านบาท
* **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** ต่อต้นทุนสินค้าและกำไรของกลุ่มบริษัทฯ
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** เพื่อควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **รายได้รวม:** เติบโต 13.11% โดยกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ (B3) เป็นกลุ่มที่เติบโตสูงสุดที่ 14.71% ตามมาด้วยกลุ่มพาณิชย์และที่พักอาศัย (B2) ที่ 12.46% และกลุ่มอุตสาหกรรม (B1) ที่ 8.32%
* **อัตรากำไรขั้นต้น:** ลดลง 3.27% เป็น 24.89% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อกำไรสุทธิ
* **จำนวนสาขา/Capacity:** กลุ่ม KTMS มีหน่วยไตเทียม 23 แห่ง (283 เครื่อง) และมีแผนขยายเพิ่มในปี 2566
* **ต้นทุนแรงงาน:** มีการเพิ่มขึ้นจากการรับพนักงานใหม่และการปรับเงินเดือนประจำปี
* **Backlog:** มีงานโครงการระบบน้ำมูลค่า 49.67 ล้านบาท (B1) และงานติดตั้งท่อลม 16.05 ล้านบาท (MV) ที่คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 2566
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 1,128.37 ล้านบาท ลดลง 0.99% จากสิ้นปี 2565 โดยเงินสดลดลงจากการซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อขยายสาขาใหม่ของ KTMS และการจ่ายโบนัสประจำปี
หนี้สินรวมอยู่ที่ 407.91 ล้านบาท ลดลง 4.84% จากสิ้นปี 2565 หลักๆ จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงเจ้าหนี้การค้า
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 720.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.32% จากสิ้นปี 2565 เป็นผลมาจากกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน
## สรุปท้าย
FVC ในไตรมาส 1 ปี 2566 สามารถสร้างการเติบโตของรายได้ได้ถึง 13.11% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการขยายตัวของธุรกิจบริการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้บั่นทอนอัตรากำไรขั้นต้นและส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 14.27% แม้จะมีงานในมือ (Backlog) และแผนการขยายธุรกิจที่ชัดเจน แต่การบริหารจัดการต้นทุนและรักษาอัตรากำไรขั้นต้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ FVC ไตรมาส 1/2566
รายได้รวม
308.64
ล้านบาท
↑ 13% YoY
กำไรขั้นต้น
77.25
ล้านบาท
↑ 20.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
25.03
%
กำไรสุทธิ
-2.69
ล้านบาท
↓ 158.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.87
%
D/E Ratio
0.79
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
309
↑ + 13%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
77
↑ + 20.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-3
↓ -158.3%
YoY
D/E Ratio
0.79
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — FVC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.79
ROE (%)
2.98
ROA (%)
4.48
Book Value/หุ้น
0.65
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — FVC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-152
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+403
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — FVC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-151.72
+618.71%
|
-21.11
-108.77%
|
240.84
-1,215.52%
|
-21.59
-146.71%
|
46.22
-57.65%
|
109.15
+162.57%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
402.77
-3,636.17%
|
-11.39
-70.68%
|
-38.85
-58.94%
|
-94.61
+162.51%
|
-36.04
-25.29%
|
-48.24
+657.30%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-268.10
-589.14%
|
54.81
+94.98%
|
28.11
-88.13%
|
236.74
+252.24%
|
67.21
+380.76%
|
13.98
-151.62%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-30.71
-1,778.14%
|
1.83
-99.16%
|
218.95
-17.10%
|
264.10
-578.70%
|
-55.17
-183.95%
|
65.72
+709.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
124.31
+66.95%
|
74.46
-74.27%
|
289.35
+211.67%
|
92.84
+21.34%
|
76.51
+609.08%
|
10.79
+2.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
122.03
-1.83%
|
124.31
+66.95%
|
74.46
-74.27%
|
289.35
+211.67%
|
92.84
+21.34%
|
76.51
+609.08%
|