บริษัท เชียงใหม่โฟรเซ่นฟูดส์ จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
1.56
+0.04 (+2.63%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5454 out_tok=3115 at=2026-07-25T14:18:30 -->
# NEP อ่วม Q1/2565 ขาดทุนเพิ่ม 1.57 ล้านบาท รับต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกระทบ Flexible Packaging
## รายได้รวมหด 5.45% แต่รายได้อื่นโตเด่น จากค่าเช่า-บริการเครื่องจักร ขณะที่ฝ่ายจัดการเร่งปรับกลยุทธ์เน้น Trading กระสอบพลาสติก
บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ NEP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 1.57 ล้านบาท เป็น 11.74 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 10.17 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายรวมลดลง 5.45% เป็นผลจากการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก แต่รายได้อื่นกลับเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากการรับค่าเช่าและบริการเครื่องจักร ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging)
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ NEP ในไตรมาส 1 ปี 2565 ขาดทุนเพิ่มขึ้น มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การลดลงของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติกจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ และการที่ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ประสบภาวะขาดทุนขั้นต้นจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ
**1) หัวใจคืออะไร**
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตราการขาดทุนสุทธิของ NEP เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2565 คือ การที่รายได้จากการขายโดยรวมลดลง 5.45% หรือ 5.32 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทได้ยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก และหันมาทำในลักษณะ Outsourcing หรือ Trading โดยว่าจ้างผลิตจากผู้ผลิตรายอื่นแทน นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ซึ่งเป็นอีกกลุ่มธุรกิจหลัก กลับมีผลขาดทุนขั้นต้น เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
**2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
การยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติกโดยตรง ส่งผลให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวลดลง แม้ว่าบริษัทจะหันมาทำในรูปแบบ Trading ซึ่งช่วยให้มีกำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างแน่นอนจากการขายกระสอบพลาสติก แต่ก็ไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปได้ทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ที่บริษัทพยายามผลักดันให้เติบโต กลับเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น 15-20% ทุกสัปดาห์ตามราคาน้ำมันโลก และความผันผวนจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ได้ทัน ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนขั้นต้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2.10 ล้านบาท จากการรับค่าเช่าและค่าบริการเครื่องจักรผลิตกระสอบจากบริษัท วาวาแพค จำกัด ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากผลการดำเนินงานหลักได้บางส่วน
**3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
จากแนวทางที่ฝ่ายจัดการระบุไว้ในปี 2565 คาดว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจกระสอบพลาสติกเป็น Outsourcing/Trading จะ **มีโอกาสต่อเนื่อง** เนื่องจากเป็นการขจัดความเสี่ยงด้าน Economy of Scale และการควบคุมของเสียที่บริษัทเคยประสบปัญหา และจะช่วยให้มีกำไรขั้นต้นที่แน่นอนขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging จะกลับมามีกำไรขั้นต้นได้หรือไม่นั้น **ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** เนื่องจากยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ฝ่ายจัดการมีแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และวางแผนการกำหนดราคาขายให้สอดคล้องกับแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งต้องรอดูผลการดำเนินงานในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น:** ไตรมาส 1 ปี 2565 ขาดทุนสุทธิ 11.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.57 ล้านบาท (15.44%) จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 10.17 ล้านบาท
* **รายได้จากการขายลดลง:** อยู่ที่ 92.24 ล้านบาท ลดลง 5.32 ล้านบาท (5.45%) จาก 97.57 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้อื่นเติบโตโดดเด่น:** เพิ่มขึ้น 2.10 ล้านบาท เป็น 2.71 ล้านบาท จาก 0.62 ล้านบาทในปีก่อน จากค่าเช่าและบริการเครื่องจักร
* **ต้นทุนวัตถุดิบกระทบ Flexible Packaging:** ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 15-20% ทำให้ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging มีผลขาดทุนขั้นต้น
* **ปรับกลยุทธ์กระสอบพลาสติก:** หันทำในรูปแบบ Outsourcing/Trading โดยว่าจ้างผลิตจากพันธมิตรแทนการผลิตเอง
* **ควบคุมค่าใช้จ่าย:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขาย และสามารถควบคุมได้ดีกว่าปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 92.24 ล้านบาท ลดลง 5.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติกที่ลดลงจากการยกเลิกสายการผลิต อย่างไรก็ตาม รายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2.10 ล้านบาท เป็น 2.71 ล้านบาท จากค่าเช่าและค่าบริการเครื่องจักร ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 94.95 ล้านบาท
ต้นทุนขายลดลง 6.14% เป็น 97.07 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับยอดขายที่ลดลง แสดงให้เห็นว่าต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง อย่างไรก็ตาม บริษัทมีผลขาดทุนขั้นต้น 5.04 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นติดลบ 5.23% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ที่มีผลขาดทุนขั้นต้นจากการที่ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายลดลงเล็กน้อยเป็น 2.32 ล้านบาท หรือ 2.51% ของยอดขาย ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ที่ 11.46 ล้านบาท หรือ 12.42% ของรายได้ ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน และแสดงถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี
ค่าตอบแทนผู้บริหารเพิ่มขึ้น 13.81% เป็น 3.78 ล้านบาท เนื่องจากมีการว่าจ้างบุคลากรระดับบริหารเพิ่มในฝ่ายการตลาดและขาย รวมถึงฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์
ส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 5.60 ล้านบาท เป็น 8.10 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทร่วมมีผลกำไรลดลง
โดยรวมแล้ว บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 11.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.57 ล้านบาท
## โอกาส
* **รายได้อื่นเติบโต:** การรับค่าเช่าและค่าบริการเครื่องจักรจากบริษัท วาวาแพค จำกัด เป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่ช่วยเสริมผลประกอบการ
* **การทำ Trading กระสอบพลาสติก:** การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจกระสอบพลาสติกเป็นการว่าจ้างผลิตจากพันธมิตร คาดว่าจะช่วยให้มีกำไรขั้นต้นที่แน่นอนขึ้น
* **การขยายตลาด Flexible Packaging:** บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายและเร่งขยายตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน เพื่อเติมเต็มกำลังการผลิตที่ว่างอยู่
* **การลงทุนในเครื่องจักรใหม่:** การลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์สงคราม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging
* **การกำหนดราคาขาย Flexible Packaging:** ความยากลำบากในการปรับราคาขายสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้วให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **การแข่งขันในตลาด Flexible Packaging:** แม้จะมีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ แต่การแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
* **ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วม:** ส่วนแบ่งผลกำไรจากบริษัทร่วมลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลประกอบการ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของ Flexible Packaging
* **กลยุทธ์การกำหนดราคาขาย:** ความสามารถของบริษัทในการปรับราคาขาย Flexible Packaging ให้สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **การเติบโตของยอดขาย Flexible Packaging:** ประสิทธิภาพของแผนการขยายตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในการเพิ่มยอดขาย
* **ผลกำไรจากธุรกิจ Trading กระสอบพลาสติก:** ความสามารถในการสร้างกำไรที่แน่นอนจากการว่าจ้างผลิต
* **ผลประกอบการของบริษัทร่วม:** ทิศทางผลกำไรของบริษัทร่วมที่จะส่งผลต่อส่วนแบ่งกำไรของ NEP
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
ในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติก จากเดิมที่ผลิตเอง ได้เปลี่ยนมาเป็นการทำในลักษณะ Outsourcing หรือ Trading โดยว่าจ้างผลิตจากผู้ผลิตรายอื่นที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจแทน ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นการขจัดความเสี่ยงด้าน Economy of Scale และการควบคุมของเสียที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ และจะส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นที่แน่นอนจากการขายกระสอบพลาสติก
ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายและเร่งขยายตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) เพื่อเติมเต็มกำลังการผลิตที่ยังว่างอยู่ โดยมีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานการผลิต การใช้วัตถุดิบ และการควบคุมของเสียอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging คือราคาวัตถุดิบที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 15-20% ทุกสัปดาห์ ตามราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้บริษัทประสบปัญหาในการกำหนดราคาขายสินค้าที่ลูกค้ามีการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนขั้นต้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 782.46 ล้านบาท ลดลง 0.29% จากสิ้นปี 2564 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 39.08% เป็น 142.31 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นที่สูงขึ้น เนื่องจากการขายเครื่องจักรผลิตกระสอบพลาสติกให้กับบริษัท วาวาแพค จำกัด มูลค่า 12.68 ล้านบาท
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 1.32% เป็น 640.15 ล้านบาท โดยมีการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนในบริษัทร่วม 8.10 ล้านบาท และที่ดินอาคารอุปกรณ์ลดลง 15.86 ล้านบาท จากการคิดค่าเสื่อมราคาและการขายเครื่องจักร
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 7.41% เป็น 136.37 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 11.58% เป็น 127.79 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับซื้อวัตถุดิบ (TR) และเจ้าหนี้การค้า เนื่องจากมีการขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ และการสั่งวัตถุดิบมาสำรองในช่วงราคาปรับตัวสูงขึ้น
หนี้สินไม่หมุนเวียนลดลง 31.75% เป็น 8.58 ล้านบาท จากการคำนวณหนี้สินผลประโยชน์พนักงานใหม่หลังการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก บริษัทไม่มีหนี้สินระยะยาวจากสถาบันทางการเงิน
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 1.78% เป็น 646.09 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ 11.74 ล้านบาท
## สรุปท้าย
ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 ของ NEP สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจกระสอบพลาสติกมาเป็น Trading ซึ่งคาดว่าจะสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอนขึ้น แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging แม้จะมีรายได้อื่นจากค่าเช่าและบริการเครื่องจักรเข้ามาช่วยเสริม แต่ภาพรวมยังคงมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น นักลงทุนต้องจับตาแนวโน้มราคาวัตถุดิบ และความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ Trading กระสอบพลาสติก เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CM ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
239.01
ล้านบาท
↑ 13.9% YoY
กำไรขั้นต้น
18.91
ล้านบาท
↓ 15.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
7.91
%
กำไรสุทธิ
-15.14
ล้านบาท
↑ 93.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-6.33
%
D/E Ratio
0.10
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
239
↑ + 13.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
19
↓ -15.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-15
↑ + 93.9%
YoY
D/E Ratio
0.10
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.10
ROE (%)
1.46
ROA (%)
1.77
Book Value/หุ้น
3.34
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+189
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+117
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
188.52
-580.43%
|
-39.24
-31.96%
|
-57.67
-222.21%
|
47.19
-0.19%
|
47.28
-24.51%
|
62.63
-9.95%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
117.39
+195.10%
|
39.78
-202.00%
|
-39.00
+0.05%
|
-38.98
-88.03%
|
-325.62
+820.09%
|
-35.39
+307.72%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
38.09
+8.39%
|
35.14
+19,422.22%
|
0.18
-101.11%
|
-16.20
-130.87%
|
52.48
-12,304.65%
|
-0.43
+168.75%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
344.00
+864.13%
|
35.68
-136.97%
|
-96.50
+1,106.25%
|
-8.00
-93.59%
|
-124.85
+281.57%
|
-32.72
-156.43%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
296.23
+6.54%
|
278.04
+44.76%
|
192.07
-2.07%
|
196.12
+32.86%
|
147.61
-18.14%
|
180.33
+47.39%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
135.95
-54.15%
|
296.51
+6.64%
|
278.04
+44.76%
|
192.07
-2.07%
|
196.12
+32.86%
|
147.61
-18.14%
|