CM
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
CM
บริษัท เชียงใหม่โฟรเซ่นฟูดส์ จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
1.49
+0.00 (+0.00%)

AiO BOT สรุปด้วย AI(O) BOT

AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5454 out_tok=3115 at=2026-07-25T14:18:30 --> # NEP อ่วม Q1/2565 ขาดทุนเพิ่ม 1.57 ล้านบาท รับต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกระทบ Flexible Packaging ## รายได้รวมหด 5.45% แต่รายได้อื่นโตเด่น จากค่าเช่า-บริการเครื่องจักร ขณะที่ฝ่ายจัดการเร่งปรับกลยุทธ์เน้น Trading กระสอบพลาสติก บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ NEP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 1.57 ล้านบาท เป็น 11.74 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 10.17 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายรวมลดลง 5.45% เป็นผลจากการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก แต่รายได้อื่นกลับเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากการรับค่าเช่าและบริการเครื่องจักร ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ NEP ในไตรมาส 1 ปี 2565 ขาดทุนเพิ่มขึ้น มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การลดลงของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติกจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ และการที่ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ประสบภาวะขาดทุนขั้นต้นจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ **1) หัวใจคืออะไร** หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตราการขาดทุนสุทธิของ NEP เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2565 คือ การที่รายได้จากการขายโดยรวมลดลง 5.45% หรือ 5.32 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทได้ยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก และหันมาทำในลักษณะ Outsourcing หรือ Trading โดยว่าจ้างผลิตจากผู้ผลิตรายอื่นแทน นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ซึ่งเป็นอีกกลุ่มธุรกิจหลัก กลับมีผลขาดทุนขั้นต้น เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว **2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น** การยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติกโดยตรง ส่งผลให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวลดลง แม้ว่าบริษัทจะหันมาทำในรูปแบบ Trading ซึ่งช่วยให้มีกำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างแน่นอนจากการขายกระสอบพลาสติก แต่ก็ไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปได้ทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ที่บริษัทพยายามผลักดันให้เติบโต กลับเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น 15-20% ทุกสัปดาห์ตามราคาน้ำมันโลก และความผันผวนจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ได้ทัน ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนขั้นต้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2.10 ล้านบาท จากการรับค่าเช่าและค่าบริการเครื่องจักรผลิตกระสอบจากบริษัท วาวาแพค จำกัด ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากผลการดำเนินงานหลักได้บางส่วน **3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่** จากแนวทางที่ฝ่ายจัดการระบุไว้ในปี 2565 คาดว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจกระสอบพลาสติกเป็น Outsourcing/Trading จะ **มีโอกาสต่อเนื่อง** เนื่องจากเป็นการขจัดความเสี่ยงด้าน Economy of Scale และการควบคุมของเสียที่บริษัทเคยประสบปัญหา และจะช่วยให้มีกำไรขั้นต้นที่แน่นอนขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging จะกลับมามีกำไรขั้นต้นได้หรือไม่นั้น **ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** เนื่องจากยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ฝ่ายจัดการมีแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และวางแผนการกำหนดราคาขายให้สอดคล้องกับแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งต้องรอดูผลการดำเนินงานในระยะต่อไป ## Highlight สำคัญ * **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น:** ไตรมาส 1 ปี 2565 ขาดทุนสุทธิ 11.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.57 ล้านบาท (15.44%) จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 10.17 ล้านบาท * **รายได้จากการขายลดลง:** อยู่ที่ 92.24 ล้านบาท ลดลง 5.32 ล้านบาท (5.45%) จาก 97.57 ล้านบาทในปีก่อน * **รายได้อื่นเติบโตโดดเด่น:** เพิ่มขึ้น 2.10 ล้านบาท เป็น 2.71 ล้านบาท จาก 0.62 ล้านบาทในปีก่อน จากค่าเช่าและบริการเครื่องจักร * **ต้นทุนวัตถุดิบกระทบ Flexible Packaging:** ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 15-20% ทำให้ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging มีผลขาดทุนขั้นต้น * **ปรับกลยุทธ์กระสอบพลาสติก:** หันทำในรูปแบบ Outsourcing/Trading โดยว่าจ้างผลิตจากพันธมิตรแทนการผลิตเอง * **ควบคุมค่าใช้จ่าย:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขาย และสามารถควบคุมได้ดีกว่าปีก่อน ## ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 92.24 ล้านบาท ลดลง 5.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติกที่ลดลงจากการยกเลิกสายการผลิต อย่างไรก็ตาม รายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2.10 ล้านบาท เป็น 2.71 ล้านบาท จากค่าเช่าและค่าบริการเครื่องจักร ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 94.95 ล้านบาท ต้นทุนขายลดลง 6.14% เป็น 97.07 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับยอดขายที่ลดลง แสดงให้เห็นว่าต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง อย่างไรก็ตาม บริษัทมีผลขาดทุนขั้นต้น 5.04 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นติดลบ 5.23% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ที่มีผลขาดทุนขั้นต้นจากการที่ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายลดลงเล็กน้อยเป็น 2.32 ล้านบาท หรือ 2.51% ของยอดขาย ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ที่ 11.46 ล้านบาท หรือ 12.42% ของรายได้ ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน และแสดงถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี ค่าตอบแทนผู้บริหารเพิ่มขึ้น 13.81% เป็น 3.78 ล้านบาท เนื่องจากมีการว่าจ้างบุคลากรระดับบริหารเพิ่มในฝ่ายการตลาดและขาย รวมถึงฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 5.60 ล้านบาท เป็น 8.10 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทร่วมมีผลกำไรลดลง โดยรวมแล้ว บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 11.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.57 ล้านบาท ## โอกาส * **รายได้อื่นเติบโต:** การรับค่าเช่าและค่าบริการเครื่องจักรจากบริษัท วาวาแพค จำกัด เป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่ช่วยเสริมผลประกอบการ * **การทำ Trading กระสอบพลาสติก:** การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจกระสอบพลาสติกเป็นการว่าจ้างผลิตจากพันธมิตร คาดว่าจะช่วยให้มีกำไรขั้นต้นที่แน่นอนขึ้น * **การขยายตลาด Flexible Packaging:** บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายและเร่งขยายตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน เพื่อเติมเต็มกำลังการผลิตที่ว่างอยู่ * **การลงทุนในเครื่องจักรใหม่:** การลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ## ความเสี่ยง * **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์สงคราม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging * **การกำหนดราคาขาย Flexible Packaging:** ความยากลำบากในการปรับราคาขายสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้วให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น * **การแข่งขันในตลาด Flexible Packaging:** แม้จะมีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ แต่การแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา * **ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วม:** ส่วนแบ่งผลกำไรจากบริษัทร่วมลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลประกอบการ ## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ * **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของ Flexible Packaging * **กลยุทธ์การกำหนดราคาขาย:** ความสามารถของบริษัทในการปรับราคาขาย Flexible Packaging ให้สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น * **การเติบโตของยอดขาย Flexible Packaging:** ประสิทธิภาพของแผนการขยายตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในการเพิ่มยอดขาย * **ผลกำไรจากธุรกิจ Trading กระสอบพลาสติก:** ความสามารถในการสร้างกำไรที่แน่นอนจากการว่าจ้างผลิต * **ผลประกอบการของบริษัทร่วม:** ทิศทางผลกำไรของบริษัทร่วมที่จะส่งผลต่อส่วนแบ่งกำไรของ NEP ## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) ในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติก จากเดิมที่ผลิตเอง ได้เปลี่ยนมาเป็นการทำในลักษณะ Outsourcing หรือ Trading โดยว่าจ้างผลิตจากผู้ผลิตรายอื่นที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจแทน ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นการขจัดความเสี่ยงด้าน Economy of Scale และการควบคุมของเสียที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ และจะส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นที่แน่นอนจากการขายกระสอบพลาสติก ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายและเร่งขยายตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) เพื่อเติมเต็มกำลังการผลิตที่ยังว่างอยู่ โดยมีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานการผลิต การใช้วัตถุดิบ และการควบคุมของเสียอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging คือราคาวัตถุดิบที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 15-20% ทุกสัปดาห์ ตามราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้บริษัทประสบปัญหาในการกำหนดราคาขายสินค้าที่ลูกค้ามีการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนขั้นต้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 782.46 ล้านบาท ลดลง 0.29% จากสิ้นปี 2564 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 39.08% เป็น 142.31 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นที่สูงขึ้น เนื่องจากการขายเครื่องจักรผลิตกระสอบพลาสติกให้กับบริษัท วาวาแพค จำกัด มูลค่า 12.68 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 1.32% เป็น 640.15 ล้านบาท โดยมีการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนในบริษัทร่วม 8.10 ล้านบาท และที่ดินอาคารอุปกรณ์ลดลง 15.86 ล้านบาท จากการคิดค่าเสื่อมราคาและการขายเครื่องจักร หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 7.41% เป็น 136.37 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 11.58% เป็น 127.79 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับซื้อวัตถุดิบ (TR) และเจ้าหนี้การค้า เนื่องจากมีการขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ และการสั่งวัตถุดิบมาสำรองในช่วงราคาปรับตัวสูงขึ้น หนี้สินไม่หมุนเวียนลดลง 31.75% เป็น 8.58 ล้านบาท จากการคำนวณหนี้สินผลประโยชน์พนักงานใหม่หลังการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก บริษัทไม่มีหนี้สินระยะยาวจากสถาบันทางการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 1.78% เป็น 646.09 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ 11.74 ล้านบาท ## สรุปท้าย ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 ของ NEP สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจกระสอบพลาสติกมาเป็น Trading ซึ่งคาดว่าจะสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอนขึ้น แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging แม้จะมีรายได้อื่นจากค่าเช่าและบริการเครื่องจักรเข้ามาช่วยเสริม แต่ภาพรวมยังคงมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น นักลงทุนต้องจับตาแนวโน้มราคาวัตถุดิบ และความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ Trading กระสอบพลาสติก เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CM ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
239.01 ล้านบาท
↑ 13.9% YoY
กำไรขั้นต้น
18.91 ล้านบาท
↓ 15.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
7.91 %
กำไรสุทธิ
-15.14 ล้านบาท
↑ 93.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-6.33 %
D/E Ratio
0.10
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
239
↑ + 13.9% YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
19
↓ -15.5% YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-15
↑ + 93.9% YoY
D/E Ratio
0.10

รายได้และกำไร (ล้านบาท)

กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CM

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
รายได้รวม —
239.01
+13.91%
209.83
-34.26%
319.19
+9.00%
292.83
+34.10%
218.37
-6.92%
234.60
-59.77%
กำไรขั้นต้น —
18.91
-15.46%
22.37
-68.39%
70.76
+36.08%
52.00
+510.54%
8.52
-69.11%
27.57
-5.19%
ค่าใช้จ่ายรวม —
37.82
+29.36%
29.23
-40.99%
49.54
-12.85%
56.85
+79.00%
31.76
+15.88%
27.41
-19.14%
กำไรสุทธิ —
-15.14
-93.94%
-7.81
-158.42%
13.36
+136.96%
-36.15
+14.22%
-42.14
-1,552.67%
-2.55
-132.85%
กำไรต่อหุ้น —
-0.04
-100.00%
-0.02
-157.14%
0.04
+136.84%
-0.10
+14.41%
-0.11
-1,485.71%
-0.01
-135.00%
อัตรากำไรขั้นต้น(%) —
7.91
-25.80%
10.66
-51.92%
22.17
+24.83%
17.76
+355.38%
3.90
-66.81%
11.75
+135.47%
อัตราค่าใช้จ่าย(%) —
15.82
+13.57%
13.93
-10.24%
15.52
-20.04%
19.41
+33.49%
14.54
+24.49%
11.68
+101.03%
อัตรากำไรสุทธิ(%) —
-6.33
-70.16%
-3.72
-188.78%
4.19
+133.93%
-12.35
+36.01%
-19.30
-1,670.64%
-1.09
-181.95%
กำไร(ขาดทุน)อื่นๆ —
2.99
-82.64%
17.22
+226.62%
-13.60
+27.58%
-18.78
-120.16%
-8.53
+55.32%
-19.09
-170.70%
ROE(%) —
1.46
-62.94%
3.94
-47.26%
7.47
+401.21%
-2.48
+50.00%
-4.96
0.00
ROA(%) —
1.77
-71.95%
6.31
-6.38%
6.74
+390.52%
-2.32
+53.51%
-4.99
0.00
หนี้สิน/ส่วนผู้ถือหุ้น —
0.10
0.10
-9.09%
0.11
-60.71%
0.28
+7.69%
0.26
0.00
P/E —
19.45
+79.10%
10.86
-36.19%
17.02
+117.02%
-100.00
0.00
-100.00%
89.13
+218.55%
P/BV —
0.47
-11.32%
0.53
-15.87%
0.63
-20.25%
0.79
-4.82%
0.83
+12.16%
0.74
BV —
3.58
-2.98%
3.69
+6.96%
3.45
+5.18%
3.28
-4.65%
3.44
-5.23%
3.63
-1.63%
YIELD(%) —
5.88
+28.10%
4.59
+120.67%
2.08
2.08
0.00
-100.00%
2.24
-70.76%
ราคาหุ้น —
1.70
-13.27%
1.96
-10.09%
2.18
-15.50%
2.58
-9.15%
2.84
+5.97%
2.68
-2.19%
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.10
ROE (%)
1.46
ROA (%)
1.77
Book Value/หุ้น
3.34

สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CM

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน —
865.56
+1.17%
855.57
+2.97%
830.90
-8.89%
911.97
+6.63%
855.26
-12.91%
982.06
-2.96%
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน —
615.43
-4.61%
645.18
-7.36%
696.46
-3.61%
722.52
-10.75%
809.57
+51.16%
535.59
-0.32%
รวมสินทรัพย์ —
1,481.00
-1.32%
1,500.75
-1.74%
1,527.35
-6.55%
1,634.49
-1.82%
1,664.83
+9.70%
1,517.64
-2.04%
รวมหนี้สินหมุนเวียน —
62.21
-2.27%
63.66
-14.13%
74.13
-71.54%
260.53
+3.21%
245.53
+210.39%
79.10
+16.08%
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน —
72.09
+7.58%
67.01
-17.86%
81.58
-14.57%
95.49
-4.96%
100.47
+48.84%
67.50
-5.26%
รวมหนี้สิน —
134.30
+2.78%
130.67
-16.09%
155.71
-56.26%
356.01
+0.88%
346.00
+136.01%
146.61
+5.17%
รวมส่วนของเจ้าของ —
1,346.70
-1.71%
1,370.08
-0.11%
1,371.64
+7.29%
1,278.48
-2.55%
1,318.83
-3.81%
1,371.04
-2.75%
D/E —
0.10
0.10
0.11
0.28
0.26
0.11
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น —
1.46
3.94
7.47
-2.48
-4.96
0.00
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ —
1.77
6.31
6.74
-2.32
-4.99
0.00
อัตราส่วนสภาพคล่อง —
13.91
13.44
11.21
3.50
3.48
0.00
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว —
6.41
8.72
6.61
1.60
1.27
0.00
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย —
49.24
45.33
0.00
0.00
37.40
37.81
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย —
150.77
120.09
0.00
0.00
184.95
184.80
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า —
22.50
22.16
0.00
0.00
26.90
24.82
วงจรเงินสด —
177.51
143.26
0.00
0.00
195.45
197.80
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+189
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+117
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท

กระแสเงินสด (ล้านบาท)

กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CM

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน —
188.52
-580.43%
-39.24
-31.96%
-57.67
-222.21%
47.19
-0.19%
47.28
-24.51%
62.63
-9.95%
เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน —
117.39
+195.10%
39.78
-202.00%
-39.00
+0.05%
-38.98
-88.03%
-325.62
+820.09%
-35.39
+307.72%
เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน —
38.09
+8.39%
35.14
+19,422.22%
0.18
-101.11%
-16.20
-130.87%
52.48
-12,304.65%
-0.43
+168.75%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) —
344.00
+864.13%
35.68
-136.97%
-96.50
+1,106.25%
-8.00
-93.59%
-124.85
+281.57%
-32.72
-156.43%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด —
296.23
+6.54%
278.04
+44.76%
192.07
-2.07%
196.12
+32.86%
147.61
-18.14%
180.33
+47.39%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด —
135.95
-54.15%
296.51
+6.64%
278.04
+44.76%
192.07
-2.07%
196.12
+32.86%
147.61
-18.14%