บริษัท แอ็พพลาย ดีบี จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.25
0.03 (2.34%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก การเติบโตของอัตรากําไรของทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯต่อเนื่องมาตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2563 โดยเฉพาะในกลุ่ม เม็ดพลาสติกคอมปาวด์จากความต้องการสินค้าเพื่อนําไปผลิตสายไฟและสายเคเบิ้ลขนาดใหญ่ในกลุ่มงานด้าน สาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของภาครัฐฯ
ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัว สูงขึ้นในไตรมาสนี้ โดยบริษัทฯมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และใช้วัตถุดิบทดแทนที่สามารถลดต้นทุน การผลิตเพื่อเพิ่มอัตรากําไรขั้นต้น ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายบริหารที่อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะค่าใช้จ่าย ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ได้โดยตรง จึงส่งผลให้บริษัทฯมีอัตรากําไรสุทธิทั้งสิ้น 7.86% ของรายได้ของบริษัทฯ
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=13432 out_tok=3768 at=2026-07-25T03:23:17 -->
# ADB พลิกขาดทุนสุทธิปี 65 รับต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-ค่าขนส่งแพง ฉุดกำไรขั้นต้นวูบ
## รายได้รวมโต 28% แต่ต้นทุนพุ่งดันกำไรสุทธิหดตัว สวนทางภาพรวมอุตสาหกรรมที่ยังเติบโต
บริษัท แอ็พพลายดีบี จำกัด (มหาชน) หรือ ADB รายงานผลประกอบการปี 2565 มีรายได้รวม 2,166.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.41% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมพาวด์ โดยเฉพาะเกรดทางการแพทย์และสำหรับสายไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาวัตถุดิบเคมีภัณฑ์และน้ำมัน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นโดยรวมลดลงอย่างมาก และท้ายที่สุดบริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ 6.93 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไร 75.68 ล้านบาทในปี 2564
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของ ADB ในปี 2565 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **การปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากของต้นทุนวัตถุดิบหลักประเภทเคมีภัณฑ์และน้ำมัน รวมถึงค่าขนส่งระหว่างประเทศที่พุ่งสูงขึ้น** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นของทั้ง 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ฝ่ายจัดการระบุว่า ราคาวัตถุดิบ ทั้งเรซิ่นและสารเติมแต่ง (Plasticizer) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2564 ต่อเนื่องมาถึงปี 2565 เนื่องจากความต้องการสินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาเม็ดพลาสติกก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ต้นทุนค่าขนส่งระหว่างประเทศที่ปรับสูงขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา จากราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเคมีภัณฑ์นำเข้า โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2565
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์:
* **กลุ่มเม็ดพลาสติกคอมพาวด์:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมาก จาก 18.94% ในปี 2564 เหลือ 8.46% ในปี 2565
* **กลุ่มผลิตภัณฑ์กาว:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 18.40% เหลือ 10.74% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบกลุ่มยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) และสารละลายประเภท Toluene และ Hydrocarbon ที่ปรับตัวสูงขึ้น
* **กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแนวและกาวขนาดเล็ก:** แม้จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบหลัก แต่ก็ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 18.40% เหลือ 10.48%
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าขนส่งสินค้าในประเทศและต่างประเทศที่แปรผันตามยอดขายและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นกว่า 84.84% จากการกู้ยืมเพิ่มเพื่อรองรับการขายที่เพิ่มขึ้นและสต็อกวัตถุดิบ ทำให้บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ 6.93 ล้านบาทในปี 2565
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** ฝ่ายจัดการระบุว่าราคาวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้นทุนค่าขนส่งระหว่างประเทศก็ปรับสูงขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไร อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งในปี 2566 ว่าจะปรับตัวลดลงหรือยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมปี 2565 เติบโต 28.41% สู่ระดับ 2,166.51 ล้านบาท** โดยมีแรงหนุนหลักจากยอดขายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมพาวด์ โดยเฉพาะเกรดทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น 120.62 ล้านบาท และเกรดสำหรับสายไฟฟ้าที่เติบโต 150.19 ล้านบาท
* **พลิกขาดทุนสุทธิ 6.93 ล้านบาทในปี 2565** จากกำไรสุทธิ 75.68 ล้านบาทในปี 2564
* **อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 13.44% ในปี 2564 เหลือ 9.31% ในปี 2565 โดยทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 10.22%** เป็น 90.88 ล้านบาท จากค่าขนส่งสินค้าในประเทศและต่างประเทศที่สูงขึ้น
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 84.84%** สู่ระดับ 13.66 ล้านบาท จากการกู้ยืมเพิ่มเพื่อรองรับสต็อกวัตถุดิบและยอดขายที่เพิ่มขึ้น
* **การลงทุนในสายการผลิตที่ 4 และ 5 แล้วเสร็จและเริ่มผลิตในไตรมาส 4/2565** เพื่อรองรับความต้องการเม็ดพลาสติกทางการแพทย์
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้น** จาก 1.13 เท่า เป็น 1.53 เท่า ในปี 2565
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 บริษัท แอ็พพลายดีบี จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 2,166.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.41% จาก 1,700.05 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีรายได้จากการขาย 2,154.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.41% จาก 1,678.00 ล้านบาทในปี 2564 การเติบโตของรายได้มาจากยอดขายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมพาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 30.24% โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ทางการแพทย์ที่เติบโต 62.46% และผลิตภัณฑ์สำหรับสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลที่เติบโต 25.22% นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยาแนวและกาวขนาดเล็กมียอดขายเพิ่มขึ้น 19.25% และผลิตภัณฑ์กาวอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 41.09%
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายในปี 2565 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 1,954.06 ล้านบาท จาก 1,403.51 ล้านบาทในปี 2564 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมลดลงจาก 13.44% ในปี 2564 เหลือ 9.31% ในปี 2565 โดยเฉพาะกลุ่มเม็ดพลาสติกคอมพาวด์ที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 18.94% เหลือ 8.46% กลุ่มกาวลดลงจาก 18.40% เหลือ 10.74% และกลุ่มยาแนวลดลงจาก 18.40% เหลือ 10.48%
ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 10.22% เป็น 90.88 ล้านบาท จาก 82.45 ล้านบาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงเล็กน้อย 0.44% เป็น 110.85 ล้านบาท จาก 111.34 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมาก 84.84% เป็น 13.66 ล้านบาท จาก 7.39 ล้านบาท
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ 6.93 ล้านบาทในปี 2565 จากที่เคยมีกำไรสุทธิ 75.68 ล้านบาทในปี 2564 คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ติดลบ 0.32% เทียบกับ 4.45% ในปีก่อนหน้า
## โอกาส
* **ความต้องการผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมพาวด์ทางการแพทย์ยังต่อเนื่อง:** แม้จะไม่ได้ระบุถึงการเติบโตในอนาคต แต่ฝ่ายจัดการระบุว่าผลิตภัณฑ์นี้ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องและไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19
* **การเติบโตของผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกสำหรับสายไฟฟ้า:** ยอดขายกลุ่มนี้เติบโตได้ดีจากการรองรับโครงการภาครัฐบาลและการก่อสร้างภาคเอกชน
* **การขยายตลาดผลิตภัณฑ์กาวอุตสาหกรรมในต่างประเทศ:** บริษัทฯ มุ่งเน้นการขยายตลาดไปยังประเทศไนจีเรีย บังกลาเทศ ปากีสถาน เวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา เนปาล และสิงคโปร์
* **การลงทุนในสายการผลิตใหม่:** การติดตั้งสายการผลิตที่ 4 และ 5 แล้วเสร็จและเริ่มผลิตในไตรมาส 4/2565 จะช่วยรองรับความต้องการเม็ดพลาสติกทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบเคมีภัณฑ์และน้ำมัน:** เป็นปัจจัยหลักที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้น และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะลดลง
* **ต้นทุนค่าขนส่งระหว่างประเทศที่สูง:** ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเคมีภัณฑ์นำเข้า และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการขาย
* **การแข่งขันด้านราคาในกลุ่มผลิตภัณฑ์กาว:** ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้
* **ความผันผวนทางเศรษฐกิจ:** อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นฐานลูกค้าของบริษัทฯ
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น:** จาก 1.13 เท่า เป็น 1.53 เท่า ในปี 2565 สะท้อนถึงการพึ่งพาเงินกู้ยืมที่สูงขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบเคมีภัณฑ์และน้ำมัน:** จะส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นในปีถัดไป
* **ค่าระวางเรือและการขนส่งระหว่างประเทศ:** จะส่งผลต่อต้นทุนขายและต้นทุนสินค้า
* **ความต้องการผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกทางการแพทย์:** จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้ในกลุ่มนี้
* **การขยายตลาดผลิตภัณฑ์กาวในต่างประเทศ:** จะเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้และกระจายความเสี่ยง
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** จากการที่บริษัทฯ มีการกู้ยืมเพิ่มขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**การใช้กำลังการผลิต (Utilization):** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่กล่าวถึงการเดินเครื่องผลิตสายการผลิตที่ 4 และ 5 ที่ติดตั้งเพิ่มเติมแล้วเสร็จและเริ่มผลิตในไตรมาส 4/2565 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเม็ดพลาสติกทางการแพทย์
**คำสั่งซื้อ (Order Book):** ไม่ได้ระบุตัวเลข Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึงการรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าในไตรมาสถัดไป และการกู้ยืมเพื่อรองรับการสั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติม
**ราคาขาย (ASP):** มีการกล่าวถึง "ราคาขายสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามวัตถุดิบกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น" ซึ่งอาจส่งผลดีต่อรายได้ แต่ก็ถูกหักล้างด้วยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นเช่นกัน
**ราคาวัตถุดิบ:** เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อกำไร โดยราคาเรซิ่น สารเติมแต่ง (Plasticizer) ราคาน้ำมัน ยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) และสารละลายประเภท Toluene/Hydrocarbon ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
**อัตรากำไรขั้นต้น (GPM):** ลดลงอย่างมากในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มเม็ดพลาสติกคอมพาวด์ จาก 18.94% เหลือ 8.46%
**การส่งออก:** รายได้จากต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากไนจีเรีย เคนยา บังกลาเทศ เวียดนาม เมียนมาร์ และฟิลิปปินส์ ได้รับประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง
**ค่าเงิน (FX):** การอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออก
**สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 55.23 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตสินค้า และการลดปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของสินค้าคงเหลือลดลงจาก 96 วัน เป็น 60 วัน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,626.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,454.05 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,111.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 925.35 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 514.56 ล้านบาท ลดลงจาก 528.70 ล้านบาท
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 38.61 ล้านบาท แม้ว่าจะมีกระแสเงินสดใช้ไปจากกิจกรรมดำเนินงาน (116.35) ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไปกับการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้า แต่บริษัทฯ มีเงินสดรับจากกิจกรรมจัดหาเงิน 196.83 ล้านบาท จากการกู้ยืมระยะสั้นเพื่อรองรับการสั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติม
ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 60.48 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขาย โดยมีระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยลดลงจาก 81 วัน ในปี 2564 เป็น 70 วัน ในปี 2565
สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 55.23 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิต
หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 962.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 770.51 ล้านบาทในปี 2564 โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมระยะสั้น 285.68 ล้านบาท เพื่อชำระค่าวัตถุดิบและรองรับคำสั่งซื้อในไตรมาสถัดไป เจ้าหนี้การค้าลดลง 18.20 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 39.80 ล้านบาท สู่ระดับ 643.73 ล้านบาท จากผลขาดทุนสุทธิ 6.93 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผล 36.30 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 1.13 เท่า เป็น 1.53 เท่า ในปี 2565 และความสามารถในการชำระดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 9.84 เท่า เหลือ 0.56 เท่า
## สรุปท้าย
ปี 2565 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับ ADB โดยรายได้รวมเติบโตได้ดีจากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมพาวด์ โดยเฉพาะเกรดทางการแพทย์และสำหรับสายไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าขนส่งระหว่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้กดดันอัตรากำไรขั้นต้นอย่างหนัก จนทำให้บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ แม้จะมีการลงทุนในสายการผลิตใหม่เพื่อรองรับการเติบโต แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในปีถัดไป เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของอัตรากำไร
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ ADB ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
204.21
ล้านบาท
↓ 209.7% YoY
กำไรขั้นต้น
31.53
ล้านบาท
↓ 134.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
15.44
%
กำไรสุทธิ
4.10
ล้านบาท
↓ 88.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.01
%
D/E Ratio
0.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
204
↓ -209.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
32
↓ -134.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
4
↓ -88.5%
YoY
D/E Ratio
0.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — ADB
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.42
ROE (%)
4.32
ROA (%)
3.71
Book Value/หุ้น
0.94
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — ADB
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+29
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-11
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — ADB
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
28.57
-85.16%
|
192.57
-197.92%
|
-196.66
-138.15%
|
515.44
-2,330.38%
|
-23.11
-137.47%
|
61.68
+13.13%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-10.64
-38.03%
|
-17.17
-731.25%
|
2.72
-93.92%
|
44.73
+100.58%
|
22.30
-166.89%
|
-33.34
-35.64%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-58.78
-73.89%
|
-225.12
-333.43%
|
96.44
-116.59%
|
-581.46
+1,022.29%
|
-51.81
-51.42%
|
-106.64
+161.95%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-41.01
-28.48%
|
-57.34
-42.35%
|
-99.46
+313.56%
|
-24.05
-55.59%
|
-54.15
-6,396.51%
|
0.86
-95.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
91.18
+124.80%
|
40.56
-60.05%
|
101.52
+68.16%
|
60.37
+90.56%
|
31.68
-39.09%
|
52.01
+56.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
46.46
-49.05%
|
91.18
+204.54%
|
29.94
-70.51%
|
101.52
+68.16%
|
60.37
+90.56%
|
31.68
-39.09%
|