บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
15.20
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4395 out_tok=2335 at=2026-07-26T10:39:11 -->
# TSC Q4/2565 กำไรสุทธิพุ่ง 83.8% รับอานิสงส์ยานยนต์ฟื้นตัว-ต้นทุนลด
## รายได้จากการขายโต 15.5% หนุนกำไรสุทธิพุ่งแรง ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ TSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 (1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2565) มีกำไรสุทธิ 65.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 83.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TSC ในไตรมาส 4 ปี 2565 คือ **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ส่งผลให้รายได้จากการขายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ** ประกอบกับ **การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่ลดลง** ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดย GPM เพิ่มขึ้นจาก 12.99% ในไตรมาส 4 ปี 2564 เป็น 16.25% ในไตรมาส 4 ปี 2565
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยฝ่ายจัดการระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลง ส่งผลให้ยอดขายของ TSC เพิ่มขึ้น 15.49% หรือ 97.54 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 629.58 ล้านบาท เป็น 727.12 ล้านบาท นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไร โดยต้นทุนขายลดลง 83.75% ของยอดขาย (เทียบกับ 87.01% ในปีก่อน) ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้ต้นทุนขายโดยรวมลดลง 1.94%, ค่าแรงลดลง 0.9% และค่าใช้จ่ายลดลง 0.42% เมื่อเทียบกับยอดขาย
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2566 โดยประมาณการการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้น 11.73% จากปีก่อน และการผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง จะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนการดำเนินการให้ทันต่อทุกสถานการณ์
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพุ่ง 83.8%:** กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 4 ปี 2565 อยู่ที่ 65.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 35.42 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายเติบโต 15.5%:** ยอดขายรวม 727.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 97.54 ล้านบาท จาก 629.58 ล้านบาทในปีก่อน
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับดีขึ้น:** GPM เพิ่มขึ้นจาก 12.99% เป็น 16.25%
* **ต้นทุนการผลิตลดลง:** ต้นทุนขายลดลงเมื่อเทียบกับยอดขาย จาก 87.01% เป็น 83.75%
* **อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว:** เป็นปัจจัยหลักหนุนยอดขายจากการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 4 ปี 2565 บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ TSC มีรายได้จากการขาย 727.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์หลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลง ขณะที่ต้นทุนขายอยู่ที่ 608.94 ล้านบาท คิดเป็น 83.75% ของยอดขาย ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 87.01% ของยอดขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 12.99% เป็น 16.25% ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงเมื่อเทียบกับยอดขาย ทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 65.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 83.8% จาก 35.42 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวต่อเนื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์:** การคาดการณ์การผลิตรถยนต์ปี 2566 ที่จะเพิ่มขึ้น 11.73% เป็นปัจจัยบวกสำคัญ
* **การผ่อนคลายมาตรการ COVID-19:** ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งจะกระตุ้นอุปสงค์ในอุตสาหกรรมยานยนต์
* **การปรับแผนการดำเนินงาน:** บริษัทฯ มีความพร้อมในการปรับแผนให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจ
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะลดลงในไตรมาสนี้ แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
* **ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก:** อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงอาจกดดันราคาขายและอัตรากำไร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการผลิตรถยนต์ปี 2566:** การเติบโตตามเป้าหมายที่ 11.73% จะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายของ TSC
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** การรักษา GPM ให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
* **การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด:** ความสามารถในการปรับแผนการผลิตและการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** ผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาทต่อต้นทุนและรายได้จากการส่งออก (หากมี)
* **คำสั่งซื้อใหม่ๆ:** การได้รับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่หรือการขยายฐานลูกค้าใหม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 15.5% บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และการประมาณการการผลิตที่สูงขึ้นในปี 2566 บ่งชี้ถึงแนวโน้มคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่ง
* **ราคาวัตถุดิบ:** ฝ่ายจัดการระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกในไตรมาสนี้ แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
* **GPM:** ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 12.99% เป็น 16.25% สะท้อนการบริหารต้นทุนที่ดีและการเพิ่มขึ้นของยอดขาย
* **การส่งออก:** เอกสารไม่ได้ระบุสัดส่วนการส่งออกโดยตรง แต่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมย่อมส่งผลดีต่อการส่งออก
* **ค่าเงิน:** เอกสารไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **สินค้าคงคลัง:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลสินค้าคงคลัง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 2,384.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,324.08 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,274.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,188.19 ล้านบาท ด้านหนี้สินรวมอยู่ที่ 777.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 701.12 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของเจ้าของรวมลดลงเล็กน้อยจาก 1,625.58 ล้านบาท เป็น 1,607.35 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 0.43 เท่า เป็น 0.48 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
## สรุปท้าย
TSC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ช่วยหนุนรายได้จากการขายให้เติบโตถึง 15.5% ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าฐานะการเงินจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2566 ประกอบกับการที่บริษัทฯ พร้อมปรับแผนการดำเนินงาน ทำให้ TSC มีโอกาสในการเติบโตต่อไป อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของราคาวัตถุดิบและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TSC ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
1,219.76
ล้านบาท
↓ 11.1% YoY
กำไรขั้นต้น
271.64
ล้านบาท
↑ 8.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
22.27
%
กำไรสุทธิ
155.45
ล้านบาท
↑ 26.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
12.74
%
D/E Ratio
0.54
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,220
↓ -11.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
272
↑ + 8.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
155
↑ + 26.8%
YoY
D/E Ratio
0.54
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TSC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.54
ROE (%)
22.25
ROA (%)
15.70
Book Value/หุ้น
5.84
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TSC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-260
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TSC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-3.81
-95.07%
|
-77.30
+189.19%
|
-26.73
-60.28%
|
-67.29
-26.24%
|
-91.23
-155.03%
|
165.78
-57.82%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-259.67
+241.36%
|
-76.07
-50.88%
|
-154.85
+192.06%
|
-53.02
-114.15%
|
374.58
-598.18%
|
-75.19
-281.75%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
209.00
+0.40%
|
208.16
-21.23%
|
264.26
+68.44%
|
156.89
+19.64%
|
131.13
-325.19%
|
-58.23
-81.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-4.07
-107.43%
|
54.80
+34.64%
|
40.70
+11.23%
|
36.59
-91.17%
|
414.48
+1,181.24%
|
32.35
-73.32%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
345.77
+47.66%
|
234.17
+18.31%
|
197.93
+11.50%
|
177.52
-62.69%
|
475.85
+7.29%
|
443.50
+37.62%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
197.76
-42.81%
|
345.77
+47.66%
|
234.17
+18.31%
|
197.93
+11.50%
|
177.52
-62.69%
|
475.85
+7.29%
|