บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
15.20
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5654 out_tok=2152 at=2026-08-04T17:33:46 -->
# TSC กำไร Q3/2569 ลดลง 21.9% รับยอดขายหด เหตุลูกค้าในประเทศชะลอตัว
## ยอดขายในประเทศวูบ 11% กดดัน GPM หดตัว ฝ่ายจัดการเร่งคุมต้นทุนรับมืออุตสาหกรรมยานยนต์ชะลอตัว
บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ TSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 72.43 ล้านบาท ลดลง 21.66 ล้านบาท หรือ 21.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากยอดขายที่ลดลง 11.07% ขณะที่ฝ่ายจัดการยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ TSC ในไตรมาส 3/2569 ปรับตัวลดลง 21.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน คือ **ยอดขายที่ลดลง 11.07%** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่หดตัวลงจาก 23.68% เป็น 21.42%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักของยอดขายที่ลดลงมาจาก **คำสั่งซื้อที่ลดลงจากลูกค้าในประเทศ** ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ เมื่อยอดขายลดลง แต่สัดส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายกลับเพิ่มขึ้นจาก 76.32% เป็น 78.58% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงตามไปด้วย แม้ว่าฝ่ายจัดการจะพยายามบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพื่อลดผลกระทบ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปได้ทั้งหมด
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัด ต้องติดตาม** จากถ้อยแถลงของฝ่ายจัดการที่ระบุว่า "ผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้" และ "ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ" บ่งชี้ว่าบริษัทฯ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายและพยายามปรับตัว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันจากอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ผันผวน ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อยอดขายและอัตรากำไรในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 21.9% YoY:** อยู่ที่ 72.43 ล้านบาท จาก 94.10 ล้านบาทในปีก่อน
* **ยอดขายลดลง 11.07% YoY:** อยู่ที่ 596.71 ล้านบาท จาก 671.02 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว:** ลดลง 2.26% จาก 23.68% เป็น 21.42%
* **อุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญความท้าทาย:** กำลังซื้อชะลอตัว ความเข้มงวดสินเชื่อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
* **บริษัทฯ บริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** เพื่อลดผลกระทบจากยอดขายที่ลดลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3/2569 บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 596.71 ล้านบาท ลดลง 11.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้จากการขาย 671.02 ล้านบาท การลดลงของรายได้นี้ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลงจาก 94.10 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568 มาอยู่ที่ 72.43 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569 คิดเป็นการลดลง 21.9% อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวลดลงจาก 23.68% เป็น 21.42% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายยังคงใกล้เคียงเดิมที่ประมาณ 10.89%
## โอกาส
* **การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV):** แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์จะชะลอตัว แต่ยอดส่งมอบและอัตราการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้ายังคงดีตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการปรับตัวของบริษัทฯ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงและรักษาความสามารถในการทำกำไร
## ความเสี่ยง
* **กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว:** โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์
* **ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน:** ในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ ส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์
* **ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์:** ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อเส้นทางการขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน
* **ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบผันผวน:** ยังคงเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศ:** จะฟื้นตัวหรือทรงตัวในระดับต่ำ
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** โดยเฉพาะเหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก
* **ผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์:** ต่อการขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์
* **นโยบายภาครัฐ:** ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า
* **การปรับตัวของบริษัทฯ:** ต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่จากยอดขายที่ลดลง 11.07% บ่งชี้ว่าอาจมีผลกระทบต่ออัตราการใช้กำลังการผลิต
* **Order Book:** ไม่มีการระบุข้อมูล Order Book ในเอกสาร แต่การลดลงของคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศเป็นสาเหตุหลักของยอดขายที่ลดลง
* **ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารกล่าวถึง "แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ยังคงผันผวน" แต่ไม่ได้ระบุราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็ก หรือผลกระทบต่อ GPM โดยตรง
* **GPM:** ลดลง 2.26% เป็น 21.42% เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายเพิ่มขึ้น
* **การส่งออก:** ไม่มีการระบุสัดส่วนการส่งออก หรือผลกระทบจากการส่งออกในเอกสาร
* **ค่าเงิน:** มีการบันทึก "กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน" เป็นจำนวนเล็กน้อย (-1.15 ล้านบาท) ซึ่งไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
* **สินค้าคงคลัง:** ไม่มีการระบุข้อมูลสินค้าคงคลังในเอกสาร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 2,140.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2,137.96 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 หนี้สินรวมอยู่ที่ 623.89 ล้านบาท ลดลงจาก 644.77 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของเจ้าของรวมเพิ่มขึ้นเป็น 1,516.26 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ปรับลดลงจาก 0.43 เท่า เป็น 0.41 เท่า อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.18 เท่า เป็น 2.39 เท่า เนื่องจากหนี้สินหมุนเวียนลดลง
## สรุปท้าย
TSC เผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงในไตรมาส 3/2569 อันเป็นผลมาจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นหดตัว แม้บริษัทฯ จะพยายามบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความท้าทายในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การฟื้นตัวของยอดขายและการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TSC ไตรมาส 3/2569
รายได้รวม
1,219.76
ล้านบาท
↓ 11.1% YoY
กำไรขั้นต้น
271.64
ล้านบาท
↑ 8.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
22.27
%
กำไรสุทธิ
155.45
ล้านบาท
↑ 26.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
12.74
%
D/E Ratio
0.54
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,220
↓ -11.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
272
↑ + 8.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
155
↑ + 26.8%
YoY
D/E Ratio
0.54
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TSC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.54
ROE (%)
22.25
ROA (%)
15.70
Book Value/หุ้น
5.84
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TSC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-260
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TSC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-3.81
-95.07%
|
-77.30
+189.19%
|
-26.73
-60.28%
|
-67.29
-26.24%
|
-91.23
-155.03%
|
165.78
-57.82%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-259.67
+241.36%
|
-76.07
-50.88%
|
-154.85
+192.06%
|
-53.02
-114.15%
|
374.58
-598.18%
|
-75.19
-281.75%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
209.00
+0.40%
|
208.16
-21.23%
|
264.26
+68.44%
|
156.89
+19.64%
|
131.13
-325.19%
|
-58.23
-81.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-4.07
-107.43%
|
54.80
+34.64%
|
40.70
+11.23%
|
36.59
-91.17%
|
414.48
+1,181.24%
|
32.35
-73.32%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
345.77
+47.66%
|
234.17
+18.31%
|
197.93
+11.50%
|
177.52
-62.69%
|
475.85
+7.29%
|
443.50
+37.62%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
197.76
-42.81%
|
345.77
+47.66%
|
234.17
+18.31%
|
197.93
+11.50%
|
177.52
-62.69%
|
475.85
+7.29%
|