บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
15.20
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4346 out_tok=2160 at=2026-07-27T13:42:42 -->
**TSC กำไรพลิกบวกแรง Q3/64 รับอานิสงส์ยานยนต์ฟื้นตัว**
**รายได้-กำไรพุ่งกว่า 146% จากฐานต่ำปีก่อน ฝ่ายจัดการชี้อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มฟื้นตัว แต่ยังต้องจับตาสถานการณ์โควิด**
บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ TSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 63.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 10.69 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่งผลให้รายได้จากการขายเติบโตกว่า 146% อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการยังคงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TSC พลิกกลับมามีกำไรในไตรมาส 3 ปี 2564 มาจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขาย ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 146.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
การฟื้นตัวของรายได้มาจากการที่อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มกลับมาดำเนินการผลิตได้มากขึ้น หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรกของปีก่อนส่งผลกระทบอย่างหนัก การที่ยอดผลิตรถยนต์ 6 เดือนแรกของปี 2564 เพิ่มขึ้นถึง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการที่กลับมา และการส่งออกที่เติบโตเกินคาด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อ TSC ในฐานะผู้ผลิตสายเคเบิลสำหรับยานยนต์ เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและต้นทุนขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้บริษัทสามารถพลิกจากผลขาดทุนกลับมามีกำไรสุทธิ 63.22 ล้านบาท และทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 7.04% ในปีก่อน เป็น 19.10% ในไตรมาสนี้
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ฝ่ายจัดการระบุว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในครึ่งปีหลังคาดการณ์ว่ายอดผลิตรถยนต์จะทรงตัวในระดับเดิมหรือลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศและทั่วโลกจะเพิ่มปริมาณขึ้นหลังจากการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด บริษัทได้ปรับแผนการดำเนินการให้ทันต่อทุกสถานการณ์
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพลิกบวก:** ไตรมาส 3/2564 มีกำไรสุทธิ 63.22 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 10.69 ล้านบาทในไตรมาส 3/2563
* **รายได้จากการขายเติบโตโดดเด่น:** เพิ่มขึ้น 146.26% หรือ 359.63 ล้านบาท มาอยู่ที่ 605.51 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้นพุ่งสูง:** ปรับเพิ่มขึ้น 12.06% มาอยู่ที่ 19.10% จาก 7.04% ในปีก่อน
* **อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว:** เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของรายได้ที่เพิ่มขึ้น
* **หนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้น:** จาก 0.21 เท่า เป็น 0.47 เท่า เนื่องจากทุนลดลงจากการจ่ายปันผล
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้จากการขาย 605.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 245.88 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 63.22 ล้านบาท พลิกจากที่ขาดทุน 10.69 ล้านบาทในปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 7.04% เป็น 19.10% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์:** การผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและทั่วโลกหลังการฉีดวัคซีนเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มยอดขาย
* **การส่งออกที่เติบโตเกินคาด:** เป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ที่สำคัญ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและต้นทุนขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเพิ่มอัตรากำไร
## ความเสี่ยง
* **สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19:** การระบาดระลอก 3 อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและการบริโภคในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้ยอดผลิตรถยนต์ทรงตัวหรือลดลง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ในไตรมาสนี้จะมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
* **การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในงวดนี้จะไม่มีผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการผลิตรถยนต์ในครึ่งปีหลัง:** การทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยตามที่คาดการณ์จากสถานการณ์โควิด-19
* **ความคืบหน้าของการฉีดวัคซีน:** ส่งผลต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
* **การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาวัตถุดิบ
* **การปรับแผนการดำเนินงาน:** ความยืดหยุ่นของบริษัทในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** แม้เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การที่รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นกว่า 146% บ่งชี้ถึงการกลับมาเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตและการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น
* **Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และการส่งออกที่เติบโตเกินคาด สะท้อนถึงคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น
* **ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารไม่ได้ระบุราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่กล่าวถึงการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและต้นทุนขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
* **GPM:** ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 7.04% เป็น 19.10% ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายและการบริหารต้นทุน
* **ส่งออก:** มีการกล่าวถึงการส่งออกที่โตเกินคาด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้
* **ค่าเงิน:** ไม่ได้มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในงวดนี้
* **สินค้าคงคลัง:** ไม่ได้มีการกล่าวถึงข้อมูลสินค้าคงคลัง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 2,261.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,897.10 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,115.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 757.47 ล้านบาท หนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 274.35 ล้านบาท เป็น 590.72 ล้านบาท และหนี้สินรวมเพิ่มขึ้นจาก 331.83 ล้านบาท เป็น 719.12 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 0.21 เท่า เป็น 0.47 เท่า ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเกิดจากการลดลงของส่วนของเจ้าของจากการจ่ายปันผล
## สรุปท้าย
TSC พลิกฟื้นผลประกอบการได้อย่างน่าประทับใจในไตรมาส 3 ปี 2564 ด้วยกำไรสุทธิที่กลับมาเป็นบวก จากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของรายได้ที่เติบโตกว่า 146% ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงอยู่ และแนวโน้มการผลิตยานยนต์ที่อาจทรงตัวในครึ่งปีหลัง ทำให้บริษัทต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TSC ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
1,219.76
ล้านบาท
↓ 11.1% YoY
กำไรขั้นต้น
271.64
ล้านบาท
↑ 8.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
22.27
%
กำไรสุทธิ
155.45
ล้านบาท
↑ 26.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
12.74
%
D/E Ratio
0.54
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,220
↓ -11.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
272
↑ + 8.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
155
↑ + 26.8%
YoY
D/E Ratio
0.54
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TSC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.54
ROE (%)
22.25
ROA (%)
15.70
Book Value/หุ้น
5.84
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TSC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-260
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TSC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-3.81
-95.07%
|
-77.30
+189.19%
|
-26.73
-60.28%
|
-67.29
-26.24%
|
-91.23
-155.03%
|
165.78
-57.82%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-259.67
+241.36%
|
-76.07
-50.88%
|
-154.85
+192.06%
|
-53.02
-114.15%
|
374.58
-598.18%
|
-75.19
-281.75%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
209.00
+0.40%
|
208.16
-21.23%
|
264.26
+68.44%
|
156.89
+19.64%
|
131.13
-325.19%
|
-58.23
-81.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-4.07
-107.43%
|
54.80
+34.64%
|
40.70
+11.23%
|
36.59
-91.17%
|
414.48
+1,181.24%
|
32.35
-73.32%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
345.77
+47.66%
|
234.17
+18.31%
|
197.93
+11.50%
|
177.52
-62.69%
|
475.85
+7.29%
|
443.50
+37.62%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
197.76
-42.81%
|
345.77
+47.66%
|
234.17
+18.31%
|
197.93
+11.50%
|
177.52
-62.69%
|
475.85
+7.29%
|