บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
15.20
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4466 out_tok=2330 at=2026-07-26T10:48:54 -->
# TSC กำไรสุทธิ Q4/64 หดตัว 27% รับยอดขายวูบ-ต้นทุนพุ่ง
## รายได้-กำไรทรุดตามเศรษฐกิจโลกชะลอ-ขาดแคลนชิปกระทบอุตฯยานยนต์ ฝ่ายจัดการเร่งปรับแผนรับมือ
บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ TSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 34.30 ล้านบาท ลดลง 13.28 ล้านบาท หรือ 27.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง 7.13% ประกอบกับต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก utilization, order book, ASP, ราคาวัตถุดิบ, GPM, อัตราแลกเปลี่ยน, หรือคำสั่งซื้อครั้งใหญ่
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ TSC ในไตรมาส 4 ปี 2564 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน คือ **ยอดขายที่ลดลง** ประกอบกับ **อัตราส่วนต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น** ส่งผลให้อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงจาก 14.33% ในไตรมาส 4 ปี 2563 เป็น 12.99% ในไตรมาส 4 ปี 2564
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า **ยอดขายที่ลดลง** เป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ปัญหาการขาดแคลนชิปในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ TSC ส่งสินค้าให้ ทำให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ลดลง ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตโดยรวม
ส่วน **อัตราส่วนต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น** นั้น แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุสาเหตุต้นทางที่ชัดเจน แต่โดยทั่วไปในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายมักเกี่ยวข้องกับราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น หรือต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัด ต้องติดตาม** จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าปัญหาการขาดแคลนชิปจะเริ่มดีขึ้นในช่วงกลางปี 2565 และมีการประมาณการการผลิตรถยนต์ในปี 2565 ที่จะเพิ่มขึ้น 6.78% อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบอื่นๆ เช่น การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ, สงครามการค้า, และความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่อาจทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวเต็มที่ และส่งผลกระทบต่อการผลิตและการส่งมอบสินค้าของบริษัทได้ ทางบริษัทจึงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนการดำเนินการให้ทันต่อทุกสถานการณ์
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 27.7% YoY:** ไตรมาส 4 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 34.30 ล้านบาท เทียบกับ 47.58 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2563
* **รายได้จากการขายหดตัว 7.13% YoY:** อยู่ที่ 629.58 ล้านบาท จาก 677.95 ล้านบาทในปีก่อน
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง:** จาก 14.33% เป็น 12.99% เนื่องจากต้นทุนขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้
* **อุตสาหกรรมยานยนต์ชะลอตัว:** เป็นปัจจัยหลักกดดันยอดขาย จากปัญหาขาดแคลนชิปและการแพร่ระบาดของโควิด-19
* **คาดการณ์การผลิตรถยนต์ปี 65 ฟื้นตัว:** ส.อ.ท. คาดปี 2565 ผลิตรถยนต์ 1.8 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 6.78% แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 4 ปี 2564 บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 629.58 ล้านบาท ลดลง 48.37 ล้านบาท หรือ 7.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 677.95 ล้านบาท ขณะที่กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จสำหรับงวดอยู่ที่ 34.30 ล้านบาท ลดลง 13.28 ล้านบาท หรือ 27.7% เมื่อเทียบกับ 47.58 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบคือยอดขายที่ลดลง และอัตราส่วนต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์:** การคาดการณ์การผลิตรถยนต์ปี 2565 ที่เพิ่มขึ้น 6.78% เป็นสัญญาณบวกต่อความต้องการสินค้าของบริษัท โดยเฉพาะสัดส่วนการผลิตเพื่อการส่งออกที่ 56%
* **การปรับแผนรับมือสถานการณ์:** บริษัทมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนการดำเนินการให้ทันต่อทุกสถานการณ์ ซึ่งแสดงถึงความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่ออุตสาหกรรม
* **ปัญหาขาดแคลนชิปและชิ้นส่วน:** แม้คาดว่าจะดีขึ้นกลางปี 2565 แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต
* **การบริโภคที่หดตัว:** ผลกระทบจากโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ อาจทำให้การบริโภคชะลอตัวต่อเนื่อง
* **สงครามการค้าและเทคโนโลยี:** ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนชิปและชิ้นส่วน
* **ราคาวัตถุดิบผันผวน:** ความไม่แน่นอนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อต้นทุนการผลิต
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการแก้ไขปัญหาขาดแคลนชิปและชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์
* การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก
* ความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต
* ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ ต่อการบริโภคและการผลิต
* ความคืบหน้าในการปรับแผนการดำเนินงานของบริษัทเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (GPM):** ลดลงจาก 14.33% ใน Q4/63 เป็น 12.99% ใน Q4/64 สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้จากการขาย
* **อัตราส่วนต้นทุนขายต่อยอดขาย:** เพิ่มขึ้นจาก 85.66% เป็น 87.01% บ่งชี้ว่าต้นทุนในการผลิตสินค้ามีสัดส่วนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าของสินค้าที่ขายได้
* **การผลิตรถยนต์:** ส.อ.ท. คาดปี 2564 ผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น 18.12% เกินเป้าหมาย และคาดปี 2565 จะผลิต 1.8 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 6.78% โดยแบ่งเป็นส่งออก 56% และในประเทศ 44% ซึ่งเป็นข้อมูลที่ฝ่ายจัดการใช้ประกอบการประเมินแนวโน้ม
* **สินค้าคงคลัง:** แม้จะไม่มีตัวเลขสินค้าคงคลังโดยตรง แต่การที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงจากการควบคุมปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบ อาจสะท้อนถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่รัดกุมขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2564 สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 2,326.71 ล้านบาท ลดลงจาก 2,392.86 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 หนี้สินรวมอยู่ที่ 701.12 ล้านบาท ลดลงจาก 762.26 ล้านบาท และส่วนของเจ้าของรวมอยู่ที่ 1,625.58 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 1,630.60 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงจาก 0.47 เท่า เป็น 0.43 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 1.97 เท่า เป็น 2.09 เท่า
## สรุปท้าย
TSC เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายในไตรมาส 4 ปี 2564 โดยเฉพาะการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์จากปัญหาขาดแคลนชิปและผลกระทบจากโควิด-19 ประกอบกับต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นหดตัว แม้จะมีความคาดหวังการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2565 แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาวัตถุดิบ และสถานการณ์โควิด-19 ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด บริษัทได้แสดงความพร้อมในการปรับแผนรับมือเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TSC ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
1,219.76
ล้านบาท
↓ 11.1% YoY
กำไรขั้นต้น
271.64
ล้านบาท
↑ 8.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
22.27
%
กำไรสุทธิ
155.45
ล้านบาท
↑ 26.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
12.74
%
D/E Ratio
0.54
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,220
↓ -11.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
272
↑ + 8.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
155
↑ + 26.8%
YoY
D/E Ratio
0.54
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TSC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.54
ROE (%)
22.25
ROA (%)
15.70
Book Value/หุ้น
5.84
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TSC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-260
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TSC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-3.81
-95.07%
|
-77.30
+189.19%
|
-26.73
-60.28%
|
-67.29
-26.24%
|
-91.23
-155.03%
|
165.78
-57.82%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-259.67
+241.36%
|
-76.07
-50.88%
|
-154.85
+192.06%
|
-53.02
-114.15%
|
374.58
-598.18%
|
-75.19
-281.75%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
209.00
+0.40%
|
208.16
-21.23%
|
264.26
+68.44%
|
156.89
+19.64%
|
131.13
-325.19%
|
-58.23
-81.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-4.07
-107.43%
|
54.80
+34.64%
|
40.70
+11.23%
|
36.59
-91.17%
|
414.48
+1,181.24%
|
32.35
-73.32%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
345.77
+47.66%
|
234.17
+18.31%
|
197.93
+11.50%
|
177.52
-62.69%
|
475.85
+7.29%
|
443.50
+37.62%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
197.76
-42.81%
|
345.77
+47.66%
|
234.17
+18.31%
|
197.93
+11.50%
|
177.52
-62.69%
|
475.85
+7.29%
|