บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
3.46
0.02 (0.57%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3514 out_tok=2697 at=2026-07-26T09:23:00 -->
# TMT พลิกขาดทุนหนักปี 65 กำไรสุทธิวูบ 84% รับแรงกดดันราคาเหล็กโลกดิ่ง
## รายได้ทรงตัวแต่ GPM หดหนัก ฝ่ายบริหารชี้ปัจจัยลบจากสงคราม-ล็อกดาวน์จีน กดดันราคาขายเร็วกว่าต้นทุน
บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิ 242.45 ล้านบาท ลดลงถึง 84.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้รายได้จากการขายจะเติบโตเล็กน้อย แต่ถูกกดดันอย่างหนักจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารต้นทุนและราคาขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก utilization, order book, ASP, ราคาวัตถุดิบ, GPM, อัตราแลกเปลี่ยน, หรือคำสั่งซื้อครั้งใหญ่
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ TMT ในปี 2565 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 84.15% มาจากการหดตัวอย่างรุนแรงของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จาก 12.34% ในปีก่อน เหลือเพียง 4.48% แม้รายได้จากการขายจะยังคงเติบโตได้ 2.92% เป็น 22,187.86 ล้านบาท โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงเร็วกว่าราคาต้นทุนสินค้าในช่วงครึ่งหลังของปี ประกอบกับการตั้งสำรองผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 25.73 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายบริหารระบุว่า สาเหตุหลักมาจากความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส 2 เป็นต้นมา ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบ ได้แก่ การคว่ำบาตรรัสเซียที่ทำให้สินค้าจากรัสเซียไหลเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดบริโภคเหล็กที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกอบกับการล็อกดาวน์เมืองสำคัญในจีนจากนโยบาย Zero Covid และความต้องการที่ลดลงจากภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน นอกจากนี้ สงครามยังส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเร่งตัว ทำให้หลายประเทศต้องใช้มาตรการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งนำไปสู่การชะลอตัวของความต้องการและปริมาณสินค้าคงคลังส่วนเกินในตลาดอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี สถานการณ์เหล่านี้ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ลดลงได้ทันท่วงที ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมาก
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากการวิเคราะห์เอกสาร พบว่าปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นในปี 2565 ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์พิเศษและภาวะตลาดที่ผันผวนอย่างรุนแรงจากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม การล็อกดาวน์ และนโยบายการเงินที่เข้มงวด ซึ่งเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยากว่าจะส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวอย่างไร อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายบริหารมีการตั้งสำรองผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันและอาจเป็นการรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้ความเสี่ยงจากการปรับลดลงของราคาเหล็กในอนาคตอาจไม่รุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา แต่ยังคงต้องติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบและอุปสงค์ในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 84.15%** อยู่ที่ 242.45 ล้านบาท จากปีก่อนหน้า
* **รายได้จากการขายเติบโต 2.92%** เป็น 22,187.86 ล้านบาท โดยมีราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.68%
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวรุนแรง** จาก 12.34% เหลือ 4.48% เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลงเร็วกว่าต้นทุนสินค้าในช่วงครึ่งปีหลัง
* **ตั้งสำรองผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 25.73 ล้านบาท**
* **ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 11.18%** จากค่าขนส่งและค่าการตลาด
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 17.43%** จากการลดลงของค่าใช้จ่ายพนักงานและผลตอบแทนกรรมการ
* **ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 15.34%** จากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นและเงินกู้เพื่อลงทุน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT มีรายได้จากการขายรวม 22,187.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.92% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 3.68% อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 12.34% ในปี 2564 เหลือเพียง 4.48% ในปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้ราคาขายเฉลี่ยลดลงเร็วกว่าต้นทุนสินค้า นอกจากนี้ บริษัทยังมีการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนจากมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับจากสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นอีก 25.73 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2565 อยู่ที่ 242.45 ล้านบาท ลดลงถึง 84.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ในส่วนของค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 11.18% เป็น 208.86 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 17.43% เป็น 442.63 ล้านบาท เนื่องจากการปรับลดลงของค่าใช้จ่ายพนักงาน โบนัส และเงินบำเหน็จกรรมการ ส่วนดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 15.34% เป็น 118.71 ล้านบาท จากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้า และการกู้ยืมเพื่อลงทุนซื้อเครื่องจักรและสร้างคลังสินค้า
## โอกาส
* **การลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ:** การลงทุนซื้อเครื่องจักรและสร้างคลังสินค้าใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ แสดงถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
* **การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ:** แม้จะเผชิญความผันผวนของราคาวัตถุดิบ แต่การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลง 17.43% แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาเหล็กโลก:** ราคาเหล็กเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และอัตรากำไรของบริษัท การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศเป็นความเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
* **ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว:** ผลกระทบจากสงครามและการควบคุมเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ความต้องการสินค้าลดลง อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายในอนาคต
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การมีปริมาณสินค้าคงคลังส่วนเกินในตลาดอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น
* **ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น:** ดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนและเงินกู้ยืมระยะยาว อาจเป็นภาระต้นทุนทางการเงินของบริษัท
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางราคาเหล็กในตลาดโลกและภายในประเทศ:** การฟื้นตัวหรือปรับลดลงของราคาเหล็กจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อ GPM ในไตรมาสถัดไป
* **ปริมาณคำสั่งซื้อ (Order Book):** การมีคำสั่งซื้อที่มั่นคงจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและปริมาณการขาย
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมูลค่าและปริมาณสินค้าคงคลังเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคา
* **ต้นทุนค่าขนส่งและพลังงาน:** การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการขาย
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในจีน:** เป็นปัจจัยสำคัญต่ออุปสงค์เหล็กในตลาดโลก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในปี 2565 TMT เผชิญกับความท้าทายอย่างมากในด้านการบริหารจัดการราคาวัตถุดิบและราคาขายเฉลี่ย แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้น 3.68% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการปรับลดลงของราคาเหล็กในตลาดโลกในช่วงครึ่งหลังของปีได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 12.34% เหลือ 4.48% การตั้งสำรองผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 25.73 ล้านบาท สะท้อนถึงการรับรู้ความเสี่ยงจากภาวะราคาที่ผันผวน
ในด้านค่าใช้จ่าย ฝ่ายบริหารได้พยายามควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลง 17.43% จากการปรับลดค่าใช้จ่ายพนักงานและผลตอบแทนกรรมการ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 11.18% จากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้น ส่วนดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น 15.34% เป็นผลมาจากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนที่มากขึ้นตามราคาสินค้า และการกู้ยืมเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยจ่ายจากการใช้สินเชื่อหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้า และการกู้ยืมเงินระยะยาวเพื่อการลงทุน ซึ่งบ่งชี้ถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและการลงทุนเพื่อการเติบโต
## สรุปท้าย
ปี 2565 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับ TMT โดยกำไรสุทธิลดลงอย่างมากถึง 84.15% เป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวรุนแรงจากการปรับลดลงของราคาเหล็กโลกที่เร็วกว่าต้นทุน แม้รายได้จะยังเติบโตได้เล็กน้อย แต่ปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารและการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจยังคงเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ต้องจับตาควบคู่ไปกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเหล็กและภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อเนื่องในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TMT ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
4,367.23
ล้านบาท
↓ 2.6% YoY
กำไรขั้นต้น
237.44
ล้านบาท
↑ 10.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.44
%
กำไรสุทธิ
-2.34
ล้านบาท
↓ 92.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.05
%
D/E Ratio
1.58
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
4,367
↓ -2.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
237
↑ + 10.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-2
↓ -92.4%
YoY
D/E Ratio
1.58
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TMT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.58
ROE (%)
3.17
ROA (%)
2.96
Book Value/หุ้น
3.78
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TMT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-399
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+277
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TMT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-398.99
-161.25%
|
651.37
+61.94%
|
402.22
+504.84%
|
66.50
-89.99%
|
664.30
+303.56%
|
164.61
-83.82%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
277.44
+569.50%
|
41.44
-84.94%
|
275.15
+24.41%
|
221.16
-22.34%
|
284.78
-250.94%
|
-188.67
-45.89%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-67.80
-92.56%
|
-910.92
+17.41%
|
-775.86
+54.17%
|
-503.24
+41.01%
|
-356.88
-139.74%
|
898.11
-239.29%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-310.37
+129.50%
|
-135.24
+179.13%
|
-48.45
-77.53%
|
-215.58
-136.40%
|
592.19
-32.25%
|
874.05
+3,574.02%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
124.99
+36.78%
|
91.38
-35.39%
|
141.43
+16.56%
|
121.34
-89.27%
|
1,130.67
+340.60%
|
256.62
+10.22%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
246.02
+96.83%
|
124.99
+36.78%
|
91.38
-35.39%
|
141.43
+16.56%
|
121.34
-89.27%
|
1,130.67
+340.60%
|