บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
3.46
0.02 (0.57%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5457 out_tok=2427 at=2026-07-26T09:37:58 -->
TMT กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 78.7% รับแรงกดดันราคาขายเฉลี่ยลด
TMT เผชิญแรงกดดันจากราคาขายเฉลี่ยเหล็กที่ลดลง 23.51% ส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาส 2/66 หายไปกว่า 78.73% แม้ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ฝ่ายบริหารชี้เศรษฐกิจโลกเปราะบางและต้นทุนการผลิตที่สูงเป็นปัจจัยหลัก
บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 35.03 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 78.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะมีความพยายามในการเพิ่มปริมาณขาย แต่แรงกดดันจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ยังคงสูง ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างชัดเจน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ TMT ในไตรมาส 2/2566 ปรับลดลงอย่างมาก คือ **การลดลงของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เร็วกว่าต้นทุนสินค้า และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ฝ่ายบริหารระบุว่า รายได้จากการขายลดลง 13.05% เป็นผลโดยตรงจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงถึง 23.51% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากความเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศจีน ไทย และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กมีการปรับลดกำลังการผลิตและลดการสะสมสินค้าคงคลัง เนื่องจากมีปริมาณสินค้าส่วนเกินในตลาดมากเกินความต้องการ
แม้ว่าโรงงานผู้ผลิตภายในประเทศจะพยายามตรึงราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น (ทั้งวัตถุดิบและพลังงาน) แต่การแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับลดราคาขายลงตามต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 6.87% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 4.94% เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลงเร็วกว่าต้นทุนสินค้า แม้บริษัทจะสามารถเพิ่มปริมาณขายได้ 10.46% จากการมีสินค้าพร้อมขายและหลากหลาย รวมถึงโซลูชั่นที่ช่วยลดภาระการจัดเก็บสินค้าคงคลังของลูกค้า แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากราคาขายที่ลดลงได้
ในส่วนของค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 13.11% ตามปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 4.33% จากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าสำนักงาน ค่าที่ปรึกษา และค่าซ่อมแซม รวมถึงการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยจ่าย 35.81% จากการใช้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
จากข้อมูลในเอกสาร **ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ต้องติดตาม** เนื่องจากฝ่ายบริหารระบุถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกและปริมาณสินค้าส่วนเกินในตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทสามารถเพิ่มปริมาณขายได้ 10.46% แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกหากสภาวะตลาดกลับมาดีขึ้น
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 78.73%** อยู่ที่ 35.03 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566
* **รายได้จากการขายลดลง 13.05%** อยู่ที่ 4,936.37 ล้านบาท
* **ราคาขายเฉลี่ยลดลง 23.51%** เป็นปัจจัยหลักกดดันรายได้และอัตรากำไร
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว** จาก 6.87% เป็น 4.94%
* **ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 10.46%** แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากราคาขายที่ลดลงได้
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น** รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 4,936.37 ล้านบาท ลดลง 13.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง 23.51% ซึ่งได้รับผลกระทบจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกและปริมาณสินค้าส่วนเกินในตลาด อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.94% จาก 6.87% ในปีก่อน เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลงเร็วกว่าต้นทุนสินค้า แม้ปริมาณขายจะเติบโตได้ 10.46% ก็ตาม ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 78.73% มาอยู่ที่ 35.03 ล้านบาท นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายยังคงปรับตัวสูงขึ้น
## โอกาส
* **ความหลากหลายของสินค้าและโซลูชั่น:** บริษัทมีความพร้อมของสินค้าที่หลากหลายและมีโซลูชั่นที่ช่วยลดภาระในการจัดเก็บสินค้าคงคลังของลูกค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งในการรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มปริมาณการขาย
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** หากเศรษฐกิจในประเทศและภูมิภาคฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อความต้องการใช้เหล็กและราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** ความเปราะบางของเศรษฐกิจในจีน ไทย และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่ออุตสาหกรรมเหล็ก
* **ปริมาณสินค้าส่วนเกินในตลาด:** การมีสินค้าเหล็กส่วนเกินในตลาดมากเกินความต้องการใช้จริง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
* **ต้นทุนการผลิต:** ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น หากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาขายได้ทั้งหมด
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะไม่ได้ระบุในเอกสาร แต่การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของเหล็ก:** จะสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้หรือไม่ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกและปริมาณสินค้าในตลาด
* **การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต:** บริษัทจะมีมาตรการใดในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
* **ปริมาณการสั่งซื้อ (Order Book):** แนวโน้มการสั่งซื้อในไตรมาสถัดไปจะเป็นอย่างไร สะท้อนความต้องการใช้เหล็กในอนาคต
* **การนำเข้าเหล็ก:** การนำเข้าเหล็กยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการแข่งขันด้านราคาในตลาดภายในประเทศ
* **อัตราดอกเบี้ย:** ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทอย่างไร
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในไตรมาส 2/2566 TMT เผชิญกับความท้าทายในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเหล็ก ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบคือ **ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 23.51%** ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง การมีสินค้าส่วนเกินในตลาด และการแข่งขันที่สูงขึ้นกับสินค้านำเข้า แม้ว่าบริษัทจะสามารถ **เพิ่มปริมาณขายได้ถึง 10.46%** ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการด้านการขายและการตลาด รวมถึงการนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้า แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากราคาขายที่ลดลงได้ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างชัดเจน
การที่โรงงานผู้ผลิตภายในประเทศต้องปรับลดราคาขายลงตามต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง เพื่อแข่งขันกับสินค้านำเข้า เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านราคาที่รุนแรงในตลาด
ในส่วนของค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกลไกปกติ แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยจ่าย เป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลกำไร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่มีการกล่าวถึง **การเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน** เพื่อรองรับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ต้องใช้เงินทุนมากขึ้น หรือการสต็อกสินค้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับปริมาณขายที่มากขึ้น
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญของผลประกอบการ TMT ในไตรมาส 2/2566 คือ **แรงกดดันจากราคาขายเฉลี่ยเหล็กที่ลดลงอย่างรุนแรง** ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกทั้งสภาวะเศรษฐกิจโลกและปริมาณสินค้าส่วนเกินในตลาด แม้บริษัทจะมีความพยายามในการเพิ่มปริมาณขายและนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้า แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบด้านราคาได้ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมาก นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาขายเฉลี่ย การบริหารจัดการต้นทุน และปริมาณการสั่งซื้อในอนาคต เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการของบริษัทต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TMT ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
4,367.23
ล้านบาท
↓ 2.6% YoY
กำไรขั้นต้น
237.44
ล้านบาท
↑ 10.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.44
%
กำไรสุทธิ
-2.34
ล้านบาท
↓ 92.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.05
%
D/E Ratio
1.58
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
4,367
↓ -2.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
237
↑ + 10.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-2
↓ -92.4%
YoY
D/E Ratio
1.58
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TMT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.58
ROE (%)
3.17
ROA (%)
2.96
Book Value/หุ้น
3.78
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TMT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-399
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+277
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TMT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-398.99
-161.25%
|
651.37
+61.94%
|
402.22
+504.84%
|
66.50
-89.99%
|
664.30
+303.56%
|
164.61
-83.82%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
277.44
+569.50%
|
41.44
-84.94%
|
275.15
+24.41%
|
221.16
-22.34%
|
284.78
-250.94%
|
-188.67
-45.89%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-67.80
-92.56%
|
-910.92
+17.41%
|
-775.86
+54.17%
|
-503.24
+41.01%
|
-356.88
-139.74%
|
898.11
-239.29%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-310.37
+129.50%
|
-135.24
+179.13%
|
-48.45
-77.53%
|
-215.58
-136.40%
|
592.19
-32.25%
|
874.05
+3,574.02%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
124.99
+36.78%
|
91.38
-35.39%
|
141.43
+16.56%
|
121.34
-89.27%
|
1,130.67
+340.60%
|
256.62
+10.22%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
246.02
+96.83%
|
124.99
+36.78%
|
91.38
-35.39%
|
141.43
+16.56%
|
121.34
-89.27%
|
1,130.67
+340.60%
|