บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
3.46
0.02 (0.57%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3496 out_tok=2070 at=2026-07-26T09:52:23 -->
# TMT กำไร Q3/2564 พุ่ง 119% รับราคาขายเฉลี่ยพุ่งแรง แม้ปริมาณขายวูบ
## ราคาเหล็กทรงตัวสูงดันรายได้โต 49.9% สวนทางปริมาณขายลด 14.6% จากโควิด-19
บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 341.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 119.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ปริมาณขายจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รายได้จากการขายเติบโตโดดเด่นถึง 49.91% โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะตลาดเหล็กที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงจากข้อจำกัดด้านอุปทาน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ TMT ในไตรมาส 3 ปี 2564 ให้เติบโตถึง 119.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ **การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาขายเฉลี่ย (ASP)** ซึ่งสูงขึ้นถึง 73.82% แม้ว่าปริมาณขายจะลดลงถึง 14.64% ก็ตาม นอกจากนี้ **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM)** ที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 9.39% เป็น 10.72% ก็มีส่วนสำคัญในการหนุนผลกำไร
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเกิดจากปัจจัยด้านอุปทานที่ตึงตัว โดยมีข้อจำกัดจากการลดการส่งออกของประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศ ทำให้ปริมาณสินค้านำเข้ามีแนวโน้มลดลง สร้างความกังวลต่อความเพียงพอของสินค้าในตลาด ในขณะเดียวกัน ภาคการก่อสร้างในประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ปริมาณความต้องการในตลาดโดยรวมลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะที่ราคาเหล็กอยู่ในระดับสูง และบริหารความเสี่ยงในการขายสินค้าให้กับลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลในเอกสาร ระบุว่าแนวโน้มราคาเหล็กภายในประเทศยังคงทรงตัวในระดับสูงจากข้อจำกัดด้านซัพพลายที่ปริมาณสินค้านำเข้ามีแนวโน้มลดลงในระยะสั้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ภาคการก่อสร้างในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อาจส่งผลต่อปริมาณความต้องการในระยะต่อไป ดังนั้น **ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการก่อสร้างและสถานการณ์การควบคุมการผลิตของประเทศผู้ส่งออก
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพุ่ง 119.03%** แตะ 341.34 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2564 เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
* **รายได้จากการขายเติบโต 49.91%** เป็น 5,644.29 ล้านบาท จากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น
* **ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 73.82%** เป็นปัจจัยหลักหนุนรายได้ แม้ปริมาณขายลดลง 14.64%
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น** จาก 9.39% เป็น 10.72% จากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและลูกค้า
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 17.43%** จากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าป้องกันโควิด-19 และการตั้งสำรอง
* **ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 26.78%** จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้สินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 5,644.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.91% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ยถึง 73.82% แม้ว่าปริมาณขายจะลดลง 14.64% ก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 10.72% เพิ่มขึ้นจาก 9.39% ในปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.54% แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 17.43% และดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 26.78% ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 341.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 119.03% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **ราคาเหล็กทรงตัวในระดับสูง:** ข้อจำกัดด้านซัพพลายจากการลดการส่งออกของประเทศผู้ผลิตหลักยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคาขายเฉลี่ย
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** ความสามารถในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะราคาผันผวนช่วยรักษาอัตรากำไร
* **การบริหารความเสี่ยงลูกค้า:** การกระจายความเสี่ยงในการขายสินค้าให้กับลูกค้าทุกกลุ่มช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด
## ความเสี่ยง
* **ผลกระทบจากโควิด-19 ต่อภาคการก่อสร้าง:** การล็อกดาวน์ การปิดแคมป์คนงาน และการหยุดการก่อสร้างขนาดใหญ่ส่งผลให้ปริมาณความต้องการในตลาดโดยรวมลดลง
* **ความไม่แน่นอนของอุปทาน:** การพึ่งพาสินค้านำเข้าทำให้มีความเสี่ยงหากเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายการส่งออกของประเทศผู้ผลิต
* **ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการพนักงาน การป้องกันโควิด-19 และการตั้งสำรอง อาจกดดันอัตรากำไรในอนาคต
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศ
* การฟื้นตัวของภาคการก่อสร้างในประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย
* ปริมาณการนำเข้าและส่งออกเหล็กของประเทศผู้ผลิตหลัก
* การบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าใช้จ่ายทางการตลาด
* การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน (หากมีผลกระทบต่อต้นทุนนำเข้า)
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในไตรมาส 3 ปี 2564 TMT ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านราคาวัตถุดิบ (เหล็ก) ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลดีต่อราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้นถึง 73.82% ทำให้รายได้จากการขายเติบโต 49.91% เป็น 5,644.29 ล้านบาท แม้ว่าปริมาณขายจะลดลง 14.64% ก็ตาม การบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะราคาเหล็กสูง ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงในการขายสินค้าให้กับลูกค้าทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นจาก 9.39% เป็น 10.72% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 17.43% จากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร การป้องกันโควิด-19 และการตั้งสำรอง ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 26.78% จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้สินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด 119.03% เป็น 341.34 ล้านบาท
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดในส่วนนี้)
## สรุปท้าย
TMT โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 เติบโตโดดเด่นจากปัจจัยราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านอุปทานในตลาดเหล็กโลก แม้ปริมาณขายจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศก็ตาม การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและลูกค้าที่แข็งแกร่งช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการก่อสร้างและปัจจัยด้านอุปทานเหล็กในระยะต่อไป เพื่อประเมินโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TMT ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
4,367.23
ล้านบาท
↓ 2.6% YoY
กำไรขั้นต้น
237.44
ล้านบาท
↑ 10.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.44
%
กำไรสุทธิ
-2.34
ล้านบาท
↓ 92.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.05
%
D/E Ratio
1.58
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
4,367
↓ -2.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
237
↑ + 10.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-2
↓ -92.4%
YoY
D/E Ratio
1.58
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TMT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.58
ROE (%)
3.17
ROA (%)
2.96
Book Value/หุ้น
3.78
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TMT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-399
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+277
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TMT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-398.99
-161.25%
|
651.37
+61.94%
|
402.22
+504.84%
|
66.50
-89.99%
|
664.30
+303.56%
|
164.61
-83.82%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
277.44
+569.50%
|
41.44
-84.94%
|
275.15
+24.41%
|
221.16
-22.34%
|
284.78
-250.94%
|
-188.67
-45.89%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-67.80
-92.56%
|
-910.92
+17.41%
|
-775.86
+54.17%
|
-503.24
+41.01%
|
-356.88
-139.74%
|
898.11
-239.29%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-310.37
+129.50%
|
-135.24
+179.13%
|
-48.45
-77.53%
|
-215.58
-136.40%
|
592.19
-32.25%
|
874.05
+3,574.02%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
124.99
+36.78%
|
91.38
-35.39%
|
141.43
+16.56%
|
121.34
-89.27%
|
1,130.67
+340.60%
|
256.62
+10.22%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
246.02
+96.83%
|
124.99
+36.78%
|
91.38
-35.39%
|
141.43
+16.56%
|
121.34
-89.27%
|
1,130.67
+340.60%
|