บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
20.90
0.10 (0.48%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจาก ยอดขายเพิ่มขึ้น 35.9% จากการเติบโตขึ้นจากความต้องการของลูกค้าในตลาดยุโรป อเมริกา และเอเชียที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยการขายต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 269.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.8 ส่วนตลาดในประเทศฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การระบาดของโค วิด19 ผ่อนคลายลง
โดยมีการเติบโตของยอดขายในประเทศ 23.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.7 โดยผลิตภัณฑ์ที่ เติบโตได้ดีมาจากทั้งกลุ่มถุงและกลุ่มหลอดดูดเครื่องดื่ม
ราคาตลาดของเม็ดพลาสติก 1Q/64 ราคาต่ำกว่า 1Q/65 จึงทําให้กําไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามบริษัทได้ติดตามความเคลื่อนไหวของราคา เม็ดพลาสติกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับราคาขายและรักษาระดับกําไรบริษัทมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5159 out_tok=2653 at=2026-07-26T08:19:13 -->
# THIP กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 5.2% รับต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าไฟฟ้าพุ่ง
## รายได้รวมโต 8.3% จากตลาดเอเชีย-ออสเตรเลีย แต่ GPM หดตัว เหตุต้นทุนพุ่งสูง
บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิ 363.0 ล้านบาท ลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้รายได้จากการขายรวมจะเติบโต 8.3% จากความต้องการในตลาดเอเชียและออสเตรเลีย รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดในประเทศ แต่กำไรขั้นต้น (GPM) ปรับลดลง 2.17% เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่สูงขึ้น ค่าไฟฟ้า และค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของ THIP ในปี 2565 ปรับลดลง 2.17% มาอยู่ที่ 19.02% และส่งผลให้กำไรสุทธิรวมลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน คือ **ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้น และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในช่วงปลายปี
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายเกิดจากหลายปัจจัยประการแรกคือ **ราคาวัตถุดิบนำเข้าที่สูงขึ้น** ซึ่งได้รับแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ประการที่สองคือ **ค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้น** ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ และประการสุดท้ายคือ **การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ** ที่มีผลในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ GPM ปรับลดลง แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตขึ้นก็ตาม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** ฝ่ายจัดการระบุว่าบริษัทได้ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับราคาขายและรักษาระดับกำไรไว้ และมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านราคาวัตถุดิบ ค่าเงิน และค่าไฟฟ้า ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 5.2%** อยู่ที่ 363.0 ล้านบาท จาก 382.8 ล้านบาทในปี 2564
* **รายได้จากการขายรวมเพิ่มขึ้น 8.3%** อยู่ที่ 3,292.5 ล้านบาท จาก 3,080.6 ล้านบาทในปี 2564
* **กำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง 2.17%** อยู่ที่ 19.02% เนื่องจากต้นทุนขายเพิ่มขึ้น
* **ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 11.3%** จากราคาวัตถุดิบนำเข้า ค่าไฟฟ้า และค่าแรงที่ปรับสูงขึ้น
* **รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 53.5%** จากกำไรจากการปรับปรุงราคาตลาดของเงินลงทุนและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **สินค้าคงเหลือลดลง 14.7%** ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูป เพื่อเพิ่ม Capacity การจัดเก็บ
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 THIP มีรายได้จากการขายสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น 311.9 ล้านบาท หรือ 8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้ส่วนใหญ่เติบโตขึ้นจากความต้องการของลูกค้าในตลาดเอเชียและออสเตรเลีย ซึ่งการส่งออกเพิ่มขึ้น 218.7 ล้านบาท หรือ 6.6% ขณะที่ตลาดในประเทศฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ส่งผลให้ยอดขายในประเทศเติบโต 93.2 ล้านบาท หรือ 19.9% โดยผลิตภัณฑ์ที่เติบโตได้ดีมาจากทั้งกลุ่มถุงและกลุ่มหลอดดูดเครื่องดื่ม
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายโดยรวมเพิ่มขึ้น 371.9 ล้านบาท หรือ 11.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่สูงขึ้นจากค่าเงินที่อ่อนค่าลง ค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้น และการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลให้กำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 21.19% ในปี 2564 มาอยู่ที่ 19.02% ในปี 2565
ค่าใช้จ่ายขายเพิ่มขึ้น 22.3 ล้านบาท จากค่าขนส่งสินค้าภายในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณธุรกรรมและค่าบริการที่สูงขึ้น รวมถึงการลงทุนด้านบุคลากรเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น 15.4 ล้านบาท จากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาวัสดุใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กร
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับปี 2565 อยู่ที่ 363.0 ล้านบาท ลดลง 19.8 ล้านบาท หรือ 5.2% เมื่อเทียบกับปี 2564
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของตลาดในประเทศ:** การผ่อนคลายสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก ยอดขายในประเทศเติบโตขึ้น
* **ความต้องการในตลาดเอเชียและออสเตรเลีย:** การเติบโตของรายได้จากการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าว แสดงถึงศักยภาพในการขยายตลาด
* **การลงทุนเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ:** การวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการใช้วัสดุใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาบุคลากร จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** การจัดการสินค้าคงคลังค้างนานออกไป ช่วยเพิ่ม Capacity การจัดเก็บและลดการตั้งสำรองสินค้าเคลื่อนไหวช้า
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบนำเข้า:** การพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวน
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า
* **ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น:** ค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
* **การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ:** ส่งผลกระทบต่อต้นทุนแรงงาน
* **ความไม่แน่นอนของตลาดโลก:** สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มราคาวัตถุดิบนำเข้าและผลกระทบจากค่าเงินบาท
* การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า
* กลยุทธ์การปรับราคาขายเพื่อรักษาระดับกำไรขั้นต้น
* ความคืบหน้าในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการใช้วัสดุใหม่
* แนวโน้มความต้องการสินค้าในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย และตลาดในประเทศ
* ประสิทธิภาพของเครื่องมือทางการเงินในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้จากการส่งออกและตลาดในประเทศบ่งชี้ถึงคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
* **ราคาวัตถุดิบ:** เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนขายและ GPM โดยเฉพาะวัตถุดิบนำเข้าที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท
* **GPM:** ปรับลดลงจาก 19.02% ในปี 2565 จาก 21.19% ในปี 2564 เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น
* **การส่งออก:** มีการเติบโต 6.6% หรือ 218.7 ล้านบาท โดยเฉพาะในตลาดเอเชียและออสเตรเลีย
* **ค่าเงิน:** ค่าเงินบาทอ่อนค่าส่งผลกระทบเชิงลบต่อต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า แต่ฝ่ายจัดการพยายามป้องกันความเสี่ยง
* **สินค้าคงคลัง:** ลดลง 14.7% ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นผลจากการจัดการเพื่อเพิ่ม Capacity การจัดเก็บ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 3,025.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.1 ล้านบาท (2.3%) จากปีก่อน
* **สินทรัพย์ทางการเงิน:** เพิ่มขึ้นสุทธิ 218 ล้านบาท จากการลงทุนในหุ้นกู้และกองทุน
* **ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น:** ลดลง 64.5 ล้านบาท จากการรับชำระเงินที่เร็วขึ้น
* **สินค้าคงเหลือ:** ลดลง 108.0 ล้านบาท (14.7%) ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูป
* **หนี้สินรวม:** ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 509.8 ล้านบาท ลดลง 133.6 ล้านบาท (20.8%) จากปีก่อน
* **เจ้าหนี้การค้า:** ลดลง 88.1 ล้านบาท จากการจ่ายชำระหนี้ช่วงปลายงวด
* **ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายภาษีเงินได้:** ลดลง 30.8 ล้านบาท จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี
* **หนี้สินตามสัญญาเช่า:** ลดลง 14.9 ล้านบาท จากการจ่ายค่าเช่า
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 2,515.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 201.7 ล้านบาท (8.7%) จากปีก่อน จากกำไรเบ็ดเสร็จรวมหักเงินปันผลจ่าย
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio):** ลดลงจาก 0.30 ในปี 2564 มาอยู่ที่ 0.20 ในปี 2565
## สรุปท้าย
THIP เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนในปี 2565 โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบนำเข้าที่สูงขึ้นจากค่าเงินบาทอ่อนค่า ประกอบกับค่าไฟฟ้าและค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้น (GPM) ปรับลดลงและกระทบต่อกำไรสุทธิ แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตได้ดีจากตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย และการฟื้นตัวในประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้พยายามบริหารจัดการต้นทุนและป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาว่าจะมีส่วนช่วยรักษาระดับกำไรในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่ยังคงมีอยู่
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ THIP ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
1,165.77
ล้านบาท
↓ 4.7% YoY
กำไรขั้นต้น
200.03
ล้านบาท
↓ 19.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
17.16
%
กำไรสุทธิ
40.72
ล้านบาท
↓ 52.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.49
%
D/E Ratio
0.55
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,166
↓ -4.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
200
↓ -19.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
41
↓ -52.2%
YoY
D/E Ratio
0.55
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — THIP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.55
ROE (%)
7.42
ROA (%)
7.72
Book Value/หุ้น
31.50
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — THIP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-526
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+351
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — THIP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-526.05
+1,994.98%
|
-25.11
-89.49%
|
-238.81
-205.54%
|
226.27
+243.09%
|
65.95
-83.54%
|
400.74
+51.15%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
351.34
-347.06%
|
-142.21
-129.50%
|
482.01
+38.80%
|
347.28
-159.12%
|
-587.40
-1,559.38%
|
40.25
-140.61%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
22.19
-85.52%
|
153.25
-2.30%
|
156.85
+79.77%
|
87.25
+0.01%
|
87.24
-156.45%
|
-154.55
+50.21%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-287.57
+167.73%
|
-107.41
-128.90%
|
371.65
-11.20%
|
418.52
-31,567.67%
|
-1.33
-100.37%
|
361.64
+132.01%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
650.42
-32.63%
|
965.43
+242.21%
|
282.12
+17.53%
|
240.05
-65.54%
|
696.57
+107.97%
|
334.93
+87.05%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
973.09
+49.61%
|
650.42
-32.63%
|
965.43
+242.21%
|
282.12
+17.53%
|
240.05
-65.54%
|
696.57
+107.97%
|