บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
20.90
0.10 (0.48%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจาก ยอดขายเพิ่มขึ้น 35.9% จากการเติบโตขึ้นจากความต้องการของลูกค้าในตลาดยุโรป อเมริกา และเอเชียที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยการขายต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 269.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.8 ส่วนตลาดในประเทศฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การระบาดของโค วิด19 ผ่อนคลายลง
โดยมีการเติบโตของยอดขายในประเทศ 23.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.7 โดยผลิตภัณฑ์ที่ เติบโตได้ดีมาจากทั้งกลุ่มถุงและกลุ่มหลอดดูดเครื่องดื่ม
ราคาตลาดของเม็ดพลาสติก 1Q/64 ราคาต่ำกว่า 1Q/65 จึงทําให้กําไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามบริษัทได้ติดตามความเคลื่อนไหวของราคา เม็ดพลาสติกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับราคาขายและรักษาระดับกําไรบริษัทมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5209 out_tok=2822 at=2026-07-26T09:07:22 -->
# THIP Q2/2565 กำไรสุทธิพุ่ง 62.3% รับอานิสงส์ยอดขายต่างประเทศฟื้นตัว
## รายได้รวมโต 15.6% หนุนกำไรสุทธิพุ่ง 101 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนเม็ดพลาสติกสูงขึ้นแต่บริหารจัดการได้
บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 101.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 15.6% จากความต้องการของลูกค้าในตลาดยุโรป อเมริกา และเอเชียที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดในประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ THIP ในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **การเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 62.3% หรือ 38.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างเม็ดพลาสติกจะปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ไว้ได้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศ:** ความต้องการสินค้าของลูกค้าในตลาดยุโรป อเมริกา และเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ยอดขายต่างประเทศเติบโตถึง 15.3% หรือ 120.9 ล้านบาท
* **การฟื้นตัวของตลาดในประเทศ:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ยอดขายในประเทศเติบโต 17.8% หรือ 21.4 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ที่เติบโตได้ดีมาจากทั้งกลุ่มถุงและกลุ่มหลอดดูดเครื่องดื่ม
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** แม้ว่าราคาเม็ดพลาสติกจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนขายให้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยกว่ารายได้ที่เติบโต (ลดลง 2.7% เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อรายได้) โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 20.1% เพิ่มขึ้น 2.7% จากไตรมาส 2 ปี 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตามความเคลื่อนไหวของราคาเม็ดพลาสติกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับราคาขาย และการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
* **รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น:** รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 64.13% ส่วนหนึ่งมาจากผลกำไรจากการปรับปรุงราคาตลาดของเงินลงทุน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก** การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศและการผ่อนคลายสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศเป็นปัจจัยบวกที่สนับสนุนการเติบโตของยอดขาย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการระบุว่ารายได้จากรายการปรับปรุงราคาตลาดของเงินลงทุนและผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจมีความผันผวนได้ บริษัทได้พยายามป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและเลือกสินทรัพย์ลงทุนอย่างระมัดระวัง
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/2565 พุ่ง 62.3% YoY** แตะ 101.0 ล้านบาท จาก 62.3 ล้านบาทใน Q2/2564
* **รายได้จากการขายรวมเพิ่มขึ้น 15.6% YoY** เป็น 978.0 ล้านบาท จาก 855.7 ล้านบาท
* **ยอดขายต่างประเทศเติบโตโดดเด่น 15.3% YoY** จากความต้องการในยุโรป อเมริกา และเอเชีย
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) แข็งแกร่งที่ 20.1%** เพิ่มขึ้น 2.7% YoY แม้ราคาเม็ดพลาสติกสูงขึ้น
* **สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 9.1%** ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตที่เพิ่มขึ้น
* **ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 11.8% YoY** สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นและราคาเม็ดพลาสติกที่สูงขึ้น แต่สัดส่วนต่อรายได้ลดลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 101.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.12 บาท เพิ่มขึ้นจาก 0.43 บาทในปีก่อน รายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 978.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.6% YoY จาก 855.7 ล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของยอดขายในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 15.3% และยอดขายในประเทศที่ฟื้นตัว 17.8% ขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 11.8% สอดคล้องกับปริมาณการขายและราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 20.1% ซึ่งสูงกว่าปีก่อน 2.7% รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 64.13% ส่วนใหญ่มาจากผลกำไรจากการปรับปรุงราคาตลาดของเงินลงทุน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดโลก:** ความต้องการสินค้าในตลาดยุโรป อเมริกา และเอเชียที่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสในการขยายยอดขายอย่างต่อเนื่อง
* **การเติบโตของตลาดในประเทศ:** การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ หนุนการบริโภคภายในประเทศ
* **การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต:** แผนพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาระดับกำไร
* **การลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่:** การลงทุนด้านบุคลากรและการวิจัยและพัฒนาเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต เป็นการสร้างโอกาสการเติบโตระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาเม็ดพลาสติกที่ผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรหากไม่สามารถปรับราคาขายได้ทันท่วงที
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** รายได้และผลกำไรจากรายการที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด
* **ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค:** ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและอัตราเงินเฟ้อ อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความต้องการสินค้าในระยะต่อไป
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก อาจกดดันราคาขายและส่วนแบ่งการตลาด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มความต้องการสินค้าในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา
* ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก) และการปรับราคาขายให้สอดคล้องกัน
* ผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนต่อรายได้และกำไร
* ความคืบหน้าของการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต
* การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อของผู้บริโภค
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่การที่ยอดขายเติบโต 15.6% และมีการเพิ่มสินค้าคงคลังเพื่อสนับสนุนการผลิต บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การเติบโตของยอดขายในตลาดต่างประเทศและในประเทศ สะท้อนถึงความต้องการสินค้าที่มีอยู่
* **ราคาวัตถุดิบ:** ราคาเม็ดพลาสติกหลักมีแนวโน้มสูงขึ้นในไตรมาส 2/2565 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการ GPM ได้ดี โดย GPM อยู่ที่ 20.1% เพิ่มขึ้น 2.7%
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 20.1% เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับ Q2/2564 แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขาย
* **การส่งออก:** ยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้น 15.3% หรือ 120.9 ล้านบาท เป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลัก
* **ค่าเงิน:** มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 2.5 ล้านบาท แต่ฝ่ายจัดการระบุว่ารายการนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดและบริษัทพยายามป้องกันความเสี่ยง
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 9.1% หรือ 66.6 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูป (50.6 ล้านบาท) และวัตถุดิบ (22.4 ล้านบาท) เพื่อรองรับการผลิตที่เพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากสิ้นปี 2564 โดยมีการลงทุนสุทธิในเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 30.5 ล้านบาท ทำให้เงินสดลดลงและเพิ่มขึ้นในกลุ่มเงินลงทุน ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นเพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 66.6 ล้านบาท (9.1%) ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบ
หนี้สินรวมอยู่ที่ 720.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% จากสิ้นปี 2564 โดยเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 86 ล้านบาท สอดคล้องกับการซื้อวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และตั๋วสัญญาใช้เงินจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 20 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 2,375.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากสิ้นปี 2564 จากยอดกำไรเบ็ดเสร็จสำหรับไตรมาส 2/2565
อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ:
* อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): 20.1% (เพิ่มขึ้น 2.7% YoY)
* อัตรากำไรสุทธิ (NPM): 10.3% (เพิ่มขึ้น 2.7% YoY)
* อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE): 11.2% (เพิ่มขึ้น 3.7% YoY)
* อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E): 0.30 เท่า (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.29 เท่า ณ สิ้นปี 2564)
## สรุปท้าย
THIP โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 เติบโตโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิพุ่ง 62.3% จากการฟื้นตัวของยอดขายในตลาดต่างประเทศและในประเทศ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ทำได้ดี ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ขณะที่การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขยายธุรกิจในอนาคต เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ THIP ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
1,165.77
ล้านบาท
↓ 4.7% YoY
กำไรขั้นต้น
200.03
ล้านบาท
↓ 19.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
17.16
%
กำไรสุทธิ
40.72
ล้านบาท
↓ 52.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.49
%
D/E Ratio
0.55
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,166
↓ -4.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
200
↓ -19.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
41
↓ -52.2%
YoY
D/E Ratio
0.55
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — THIP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.55
ROE (%)
7.42
ROA (%)
7.72
Book Value/หุ้น
31.50
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — THIP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-526
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+351
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — THIP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-526.05
+1,994.98%
|
-25.11
-89.49%
|
-238.81
-205.54%
|
226.27
+243.09%
|
65.95
-83.54%
|
400.74
+51.15%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
351.34
-347.06%
|
-142.21
-129.50%
|
482.01
+38.80%
|
347.28
-159.12%
|
-587.40
-1,559.38%
|
40.25
-140.61%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
22.19
-85.52%
|
153.25
-2.30%
|
156.85
+79.77%
|
87.25
+0.01%
|
87.24
-156.45%
|
-154.55
+50.21%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-287.57
+167.73%
|
-107.41
-128.90%
|
371.65
-11.20%
|
418.52
-31,567.67%
|
-1.33
-100.37%
|
361.64
+132.01%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
650.42
-32.63%
|
965.43
+242.21%
|
282.12
+17.53%
|
240.05
-65.54%
|
696.57
+107.97%
|
334.93
+87.05%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
973.09
+49.61%
|
650.42
-32.63%
|
965.43
+242.21%
|
282.12
+17.53%
|
240.05
-65.54%
|
696.57
+107.97%
|