บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
20.90
0.10 (0.48%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจาก ยอดขายเพิ่มขึ้น 35.9% จากการเติบโตขึ้นจากความต้องการของลูกค้าในตลาดยุโรป อเมริกา และเอเชียที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยการขายต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 269.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.8 ส่วนตลาดในประเทศฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การระบาดของโค วิด19 ผ่อนคลายลง
โดยมีการเติบโตของยอดขายในประเทศ 23.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.7 โดยผลิตภัณฑ์ที่ เติบโตได้ดีมาจากทั้งกลุ่มถุงและกลุ่มหลอดดูดเครื่องดื่ม
ราคาตลาดของเม็ดพลาสติก 1Q/64 ราคาต่ำกว่า 1Q/65 จึงทําให้กําไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามบริษัทได้ติดตามความเคลื่อนไหวของราคา เม็ดพลาสติกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับราคาขายและรักษาระดับกําไรบริษัทมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=11963 out_tok=2495 at=2026-07-26T08:34:14 -->
# THIP กำไร Q2/2566 หดตัว 40% รับผลกระทบต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-ออเดอร์ชะลอ
## รายได้และกำไรสุทธิปรับลดลงตามภาพรวมอุตสาหกรรม ฝ่ายบริหารชี้ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-ออเดอร์ชะลอ เป็นปัจจัยกดดันหลัก
บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย 514.3 ล้านบาท ลดลง 40.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 14.8 ล้านบาท ลดลง 38.7% จากปีก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและการชะลอตัวของคำสั่งซื้อ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และกำไรสุทธิของ THIP ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง** ประกอบกับ **ปริมาณคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวลง** ส่งผลให้รายได้จากการขายลดลง 40.0% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลงจาก 23.4% ในปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 18.6% ในไตรมาสนี้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า **ต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็กและพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น** ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ GPM ลดลง นอกจากนี้ **ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมโดยรวมชะลอตัวลง** ส่งผลให้ปริมาณคำสั่งซื้อลดลงตามไปด้วย ทำให้บริษัทไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาขายได้ทั้งหมด ประกอบกับ **อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ลดลง** จาก 82.8% ในปีก่อนหน้า เหลือ 79.9% ในไตรมาสนี้ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนคงที่ต่อหน่วยที่สูงขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลในเอกสาร **ยังมีความไม่แน่นอนสูง** โดยฝ่ายจัดการระบุว่าสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบยังคงผันผวน และความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมยังคงทรงตัวในระดับต่ำ ซึ่งบ่งชี้ว่า **ปัจจัยกดดันเหล่านี้อาจยังคงอยู่ต่อเนื่องในระยะสั้นถึงกลาง** อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนที่จะบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และพยายามหาคำสั่งซื้อใหม่ๆ เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต ซึ่งต้องติดตามผลจากการดำเนินงานในไตรมาสถัดไป
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขาย Q2/2566 อยู่ที่ 514.3 ล้านบาท ลดลง 40.0% YoY**
* **กำไรสุทธิ Q2/2566 อยู่ที่ 14.8 ล้านบาท ลดลง 38.7% YoY**
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 23.4% ใน Q2/2565 เป็น 18.6% ใน Q2/2566**
* **อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ลดลงจาก 82.8% เป็น 79.9%**
* **ต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็กและพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น**
* **ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมโดยรวมชะลอตัวลง**
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 THIP มีรายได้จากการขาย 514.3 ล้านบาท ลดลง 40.0% เมื่อเทียบกับ 856.5 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรม ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 79.9% จาก 82.8% ในปีก่อนหน้า แม้ต้นทุนขายจะลดลงตามปริมาณการผลิต แต่การปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็กและพลาสติก ทำให้ต้นทุนขายต่อหน่วยสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 23.4% ในปีก่อนหน้า เหลือ 18.6% ในไตรมาสนี้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารมีการควบคุมได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจาก GPM ที่ลดลงได้ ทำให้กำไรสุทธิลดลง 38.7% YoY มาอยู่ที่ 14.8 ล้านบาท
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขาย 937.6 ล้านบาท ลดลง 39.1% YoY และมีกำไรสุทธิ 35.7 ล้านบาท ลดลง 33.8% YoY
## โอกาส
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** บริษัทมีแผนที่จะบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ผันผวน
* **การหาคำสั่งซื้อใหม่:** การมุ่งเน้นการหาคำสั่งซื้อใหม่ๆ และการรักษาฐานลูกค้าเดิม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มปริมาณการผลิตและอัตราการใช้กำลังการผลิต
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์:** การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเดิม อาจช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็กและพลาสติก ยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
* **การชะลอตัวของอุตสาหกรรม:** ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมโดยรวมที่ยังคงชะลอตัว อาจส่งผลให้ปริมาณคำสั่งซื้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วน หรือรายได้จากการส่งออก (หากมี)
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม อาจจำกัดความสามารถในการปรับขึ้นราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาเหล็กและพลาสติกในตลาดโลก
* **ปริมาณคำสั่งซื้อ:** การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรม ทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ
* **อัตราการใช้กำลังการผลิต:** ความสามารถของบริษัทในการเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตให้สูงขึ้น
* **กลยุทธ์การบริหารต้นทุน:** ประสิทธิภาพของมาตรการบริหารจัดการต้นทุนที่บริษัทนำมาใช้
* **การปรับตัวของราคาขาย:** ความสามารถในการปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate):** ในไตรมาส 2 ปี 2566 อัตราการใช้กำลังการผลิตของ THIP อยู่ที่ 79.9% ลดลงจาก 82.8% ในปีก่อนหน้า การลดลงนี้สะท้อนถึงปริมาณคำสั่งซื้อที่น้อยลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น เนื่องจากต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะสูงขึ้นเมื่อผลิตได้น้อยลง
**ราคาวัตถุดิบ:** ฝ่ายจัดการระบุชัดเจนว่าต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็กและพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลักต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 23.4% เหลือ 18.6% การที่บริษัทไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาขายได้ทั้งหมด บ่งชี้ถึงสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง หรือความต้องการที่อ่อนแอ
**การส่งออก:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออกโดยตรง แต่การชะลอตัวของอุตสาหกรรมโดยรวมอาจส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก
**สินค้าคงคลัง:** ไม่ได้มีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับระดับสินค้าคงคลังที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในเอกสาร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**งบดุล:** ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,937.6 ล้านบาท ลดลง 21.7% จาก 2,475.6 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่เป็นการลดลงของสินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,315.1 ล้านบาท ลดลง 24.3% จาก 1,737.2 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 622.5 ล้านบาท
**กระแสเงินสด:**
* **กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน:** ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 58.9 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 141.6 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับผลประกอบการที่ลดลง
* **กระแสเงินสดจากการลงทุน:** มีการใช้เงินสดจากการลงทุน 3.5 ล้านบาท ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 เทียบกับ 1.5 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
* **กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน:** มีการจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและยาวสุทธิ 421.1 ล้านบาท ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 เทียบกับการจ่ายคืน 269.5 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
**อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio):** อยู่ที่ 2.11 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง
## สรุปท้าย
THIP เผชิญกับความท้าทายในไตรมาส 2 ปี 2566 จากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงและการชะลอตัวของออเดอร์ ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้บริษัทจะพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายและบริหารจัดการต้นทุน แต่สภาวะตลาดที่ยังคงอ่อนแอและความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมและแนวโน้มราคาวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ THIP ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
1,165.77
ล้านบาท
↓ 4.7% YoY
กำไรขั้นต้น
200.03
ล้านบาท
↓ 19.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
17.16
%
กำไรสุทธิ
40.72
ล้านบาท
↓ 52.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.49
%
D/E Ratio
0.55
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,166
↓ -4.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
200
↓ -19.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
41
↓ -52.2%
YoY
D/E Ratio
0.55
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — THIP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.55
ROE (%)
7.42
ROA (%)
7.72
Book Value/หุ้น
31.50
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — THIP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-526
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+351
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — THIP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-526.05
+1,994.98%
|
-25.11
-89.49%
|
-238.81
-205.54%
|
226.27
+243.09%
|
65.95
-83.54%
|
400.74
+51.15%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
351.34
-347.06%
|
-142.21
-129.50%
|
482.01
+38.80%
|
347.28
-159.12%
|
-587.40
-1,559.38%
|
40.25
-140.61%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
22.19
-85.52%
|
153.25
-2.30%
|
156.85
+79.77%
|
87.25
+0.01%
|
87.24
-156.45%
|
-154.55
+50.21%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-287.57
+167.73%
|
-107.41
-128.90%
|
371.65
-11.20%
|
418.52
-31,567.67%
|
-1.33
-100.37%
|
361.64
+132.01%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
650.42
-32.63%
|
965.43
+242.21%
|
282.12
+17.53%
|
240.05
-65.54%
|
696.57
+107.97%
|
334.93
+87.05%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
973.09
+49.61%
|
650.42
-32.63%
|
965.43
+242.21%
|
282.12
+17.53%
|
240.05
-65.54%
|
696.57
+107.97%
|