บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
20.90
0.10 (0.48%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจาก ยอดขายเพิ่มขึ้น 35.9% จากการเติบโตขึ้นจากความต้องการของลูกค้าในตลาดยุโรป อเมริกา และเอเชียที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยการขายต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 269.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.8 ส่วนตลาดในประเทศฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การระบาดของโค วิด19 ผ่อนคลายลง
โดยมีการเติบโตของยอดขายในประเทศ 23.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.7 โดยผลิตภัณฑ์ที่ เติบโตได้ดีมาจากทั้งกลุ่มถุงและกลุ่มหลอดดูดเครื่องดื่ม
ราคาตลาดของเม็ดพลาสติก 1Q/64 ราคาต่ำกว่า 1Q/65 จึงทําให้กําไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามบริษัทได้ติดตามความเคลื่อนไหวของราคา เม็ดพลาสติกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับราคาขายและรักษาระดับกําไรบริษัทมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5064 out_tok=2833 at=2026-07-26T08:23:42 -->
# THIP กำไรปี 64 โต 10% รับยอดขายถุงซิปใหม่-ขยายตลาด หนุนรายได้รวมพุ่ง 17.6%
## รายได้รวมโตเด่น 17.6% จากกำลังผลิตใหม่-ลูกค้าใหม่ ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกดดัน GPM เล็กน้อย
บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP รายงานผลประกอบการปี 2564 มีกำไรสุทธิ 382.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดขายโดยรวมที่เพิ่มขึ้น 17.6% จากกำลังการผลิตใหม่ของถุงซิปสไลเดอร์ การขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มยอดขายสินค้าใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย ฝ่ายจัดการยังคงบริหารจัดการต้นทุนและติดตามราคาขายอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ THIP ในปี 2564 คือ **การเติบโตของยอดขายโดยรวมที่เพิ่มขึ้น 17.6%** ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เล็กน้อย แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ก็สามารถชดเชยแรงกดดันดังกล่าวได้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของยอดขายมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่:
* **กำลังการผลิตใหม่ของถุงซิปสไลเดอร์:** การเริ่มเดินสายการผลิตใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2564 ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากขึ้น
* **การขยายตลาด:** ความสำเร็จในการหาลูกค้าใหม่ในตลาดยุโรปและจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย ช่วยเพิ่มฐานรายได้ให้กว้างขึ้น
* **สายการผลิตใหม่และการเพิ่มยอดขายสินค้า:** การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ถุงขยะรีไซเคิล, ถุงซิปแอนตีไวรัส, ถุงซิปสไลเดอร์ และฟิล์มถนอมอาหาร ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด
ในส่วนของต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น 21.24% เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายตามที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับ **ราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** ซึ่งสะท้อนจากกราฟที่แสดงให้เห็นว่าราคาเม็ดพลาสติกในปี 2564 กลับสู่ระดับปกติหลังต่ำมากในปี 2563 ทำให้ GPM ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม บริษัทได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตไม่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีสัญญาณสนับสนุนจาก:
* **การเดินสายการผลิตใหม่:** กำลังการผลิตใหม่ของถุงซิปสไลเดอร์ที่เริ่มดำเนินการในปี 2564 คาดว่าจะยังคงสร้างรายได้ต่อเนื่องในปีถัดไป
* **การขยายฐานลูกค้า:** การได้ลูกค้าใหม่ในยุโรปและในประเทศ เป็นการสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและมีโอกาสเติบโตต่อไป
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์:** การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลาย เช่น ถุงขยะรีไซเคิล และถุงซิปแอนตีไวรัส แสดงถึงศักยภาพในการปรับตัวและตอบสนองเทรนด์ตลาด
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** แม้ราคาวัตถุดิบจะสูงขึ้น แต่บริษัทได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยรักษา GPM ได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านราคาเม็ดพลาสติกที่ผันผวนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2564 เพิ่มขึ้น 10% เป็น 382.8 ล้านบาท** จาก 347.8 ล้านบาทในปี 2563
* **ยอดขายรวมเติบโต 17.6%** เป็นผลจากกำลังการผลิตใหม่, การขยายตลาด และผลิตภัณฑ์ใหม่
* **ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 21.24%** โดยหลักจากราคาเม็ดพลาสติกที่สูงขึ้น
* **สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 67.5%** จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น, ราคาวัตถุดิบสูง และปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน
* **มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 15 ล้านบาท** และกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการลงทุน 10 ล้านบาท
* **การลงทุนในเงินลงทุนระยะสั้นและยาว 500 ล้านบาท** เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากเงินสด
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทมีกำไรสุทธิสำหรับปี 2564 จำนวน 382.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 3.81 บาท เป็น 4.25 บาทต่อหุ้น การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงจากยอดขายโดยรวมที่เติบโตขึ้น 17.6% ซึ่งเป็นผลมาจากการเริ่มเดินสายการผลิตใหม่ของถุงซิปสไลเดอร์ การขยายตลาดไปยังลูกค้าใหม่ทั้งในยุโรปและในประเทศ รวมถึงการเพิ่มยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ถุงขยะรีไซเคิล และถุงซิปแอนตีไวรัส
ในด้านรายได้อื่น มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 15 ล้านบาท และกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการลงทุน 10 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงราคาตลาดของเงินลงทุนระยะสั้นและยาวที่บริษัทได้นำเงินสดที่มีอยู่ไปลงทุนจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มผลตอบแทน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายโดยรวมเพิ่มขึ้น 519.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.24 ซึ่งเป็นไปตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ราคาเม็ดพลาสติกอยู่ในระดับต่ำมาก
ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 2.8 ล้านบาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น 5.2 ล้านบาท เนื่องจากการลงทุนด้านบุคลากรและการวิจัยและพัฒนาเพื่อการขยายธุรกิจในอนาคต
## โอกาส
* **กำลังการผลิตใหม่:** การเดินสายการผลิตถุงซิปสไลเดอร์ใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2564 จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้ที่สำคัญต่อเนื่อง
* **การขยายตลาด:** การเจาะตลาดลูกค้าใหม่ในยุโรปและในประเทศ แสดงถึงศักยภาพในการเติบโตของฐานลูกค้า
* **ผลิตภัณฑ์ใหม่:** การมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เช่น ถุงขยะรีไซเคิล, ถุงซิปแอนตีไวรัส จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย
* **การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต:** การมุ่งเน้นลดต้นทุนการผลิตอย่างยั่งยืน จะช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
* **การบริหารจัดการเงินสด:** การลงทุนในเงินลงทุนระยะสั้นและยาว 500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากเงินสดที่มีอยู่
## ความเสี่ยง
* **ราคาวัตถุดิบผันผวน:** ราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น และอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
* **การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์:** ปัญหาการขนส่งทั่วโลกส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและอาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้า
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก อาจส่งผลต่อราคาขายและส่วนแบ่งการตลาด
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในปีนี้ แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มราคาเม็ดพลาสติกและผลกระทบต่อ GPM
* ความสามารถในการบริหารจัดการปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์
* การเติบโตของยอดขายจากลูกค้าใหม่ในยุโรปและผลิตภัณฑ์ใหม่
* ความคืบหน้าของการลงทุนด้านบุคลากรและการวิจัยและพัฒนา
* ผลตอบแทนจากการลงทุนในเงินลงทุนระยะสั้นและยาว
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** แม้จะไม่มีตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การที่บริษัทสามารถเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ของถุงซิปสไลเดอร์และมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ บ่งชี้ว่าโรงงานมีการเดินเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองออเดอร์
* **Order Book:** ฝ่ายจัดการระบุว่า "สินค้าคงคลังยังคงหมุนเวียนต่อเนื่องเพราะยังมีคำสั่งซื้อของลูกค้าเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ" ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการดำเนินงานในอนาคต
* **ราคาวัตถุดิบ:** ราคาเม็ดพลาสติกเฉลี่ยในปี 2564 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดัน GPM
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยในปี 2564 เนื่องจากราคาเม็ดพลาสติกที่สูงขึ้น แต่บริษัทพยายามรักษา GPM ด้วยการติดตามต้นทุนและราคาขายอย่างใกล้ชิด
* **ส่งออก:** มีการขยายตลาดไปยังลูกค้าใหม่ในยุโรป ซึ่งเป็นตลาดสำคัญสำหรับการส่งออก
* **ค่าเงิน:** มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 15 ล้านบาทในปี 2564
* **สินค้าคงคลัง:** เพิ่มขึ้น 67.5% โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบ เนื่องจากการเติบโตของยอดขาย, ราคาวัตถุดิบสูง และปัญหาตู้คอนเทนเนอร์
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,957 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% จากปีก่อน โดยมีเงินสดลดลงจากการนำไปลงทุน 500 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 67.5% จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ราคาวัตถุดิบสูง และปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สุทธิเพิ่มขึ้น 82.5 ล้านบาทจากการขยายกำลังการผลิต
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 29.4% เป็น 643.5 ล้านบาท โดยหลักจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นที่เพิ่มขึ้น 48.4% จากการสั่งซื้อวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 14.9% เป็น 2,313.5 ล้านบาท จากการเพิ่มทุนจ่ายหุ้นปันผลและกำไรเบ็ดเสร็จ
วงจรเงินสดที่เพิ่มขึ้นจากการหมุนของสินค้าคงคลังที่นานขึ้นเนื่องจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ แต่ยังคงหมุนเวียนต่อเนื่องจากคำสั่งซื้อที่สม่ำเสมอ การเก็บหนี้และการจ่ายชำระหนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
## สรุปท้าย
THIP โชว์ผลประกอบการปี 2564 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% จากการที่ยอดขายรวมเติบโตถึง 17.6% ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ของถุงซิปสไลเดอร์และการขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น แต่บริษัทได้พยายามบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร โอกาสในการเติบโตยังคงมีอยู่จากการเดินสายการผลิตใหม่และการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของราคาวัตถุดิบและปัญหาการขนส่งที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ THIP ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
1,165.77
ล้านบาท
↓ 4.7% YoY
กำไรขั้นต้น
200.03
ล้านบาท
↓ 19.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
17.16
%
กำไรสุทธิ
40.72
ล้านบาท
↓ 52.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.49
%
D/E Ratio
0.55
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,166
↓ -4.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
200
↓ -19.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
41
↓ -52.2%
YoY
D/E Ratio
0.55
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — THIP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.55
ROE (%)
7.42
ROA (%)
7.72
Book Value/หุ้น
31.50
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — THIP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-526
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+351
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — THIP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-526.05
+1,994.98%
|
-25.11
-89.49%
|
-238.81
-205.54%
|
226.27
+243.09%
|
65.95
-83.54%
|
400.74
+51.15%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
351.34
-347.06%
|
-142.21
-129.50%
|
482.01
+38.80%
|
347.28
-159.12%
|
-587.40
-1,559.38%
|
40.25
-140.61%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
22.19
-85.52%
|
153.25
-2.30%
|
156.85
+79.77%
|
87.25
+0.01%
|
87.24
-156.45%
|
-154.55
+50.21%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-287.57
+167.73%
|
-107.41
-128.90%
|
371.65
-11.20%
|
418.52
-31,567.67%
|
-1.33
-100.37%
|
361.64
+132.01%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
650.42
-32.63%
|
965.43
+242.21%
|
282.12
+17.53%
|
240.05
-65.54%
|
696.57
+107.97%
|
334.93
+87.05%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
973.09
+49.61%
|
650.42
-32.63%
|
965.43
+242.21%
|
282.12
+17.53%
|
240.05
-65.54%
|
696.57
+107.97%
|