บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
1.12
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=10715 out_tok=3133 at=2026-07-26T04:35:44 -->
# SITHAI Q3/2566 กำไรสุทธิหด 20.8% รับแรงกดดันยอดขายอุตสาหกรรม-ครัวเรือนวูบ
## รายได้รวมวูบ 15.1% YoY แต่กำไรขั้นต้น-EBITDA Margin ทรงตัว ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศฉุดกำลังซื้อ
บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีรายได้จากการขายรวม 2,051 ล้านบาท ลดลง 15.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ อยู่ที่ 95 ล้านบาท ลดลง 20.8% อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ EBITDA margin ทรงตัว สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ SITHAI ในไตรมาส 3/2566 คือ **แรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรมและกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ** ซึ่งส่งผลให้รายได้รวมหดตัว 15.1% YoY แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 14.1% เป็น 14.3% และ EBITDA margin ทรงตัวที่ 13.3%
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
* **กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม:** รายได้ลดลง 13.9% YoY เป็นผลมาจากยอดขายสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มในเวียดนามที่ลดลงตามราคาขายที่ปรับตามวัตถุดิบที่ลดลง และคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายหลักที่ลดลง รวมถึงสินค้ากลุ่มพลาสติกอุตสาหกรรม เช่น ลังบรรจุภัณฑ์ที่หดตัวตามตลาดค้าปลีกและยานยนต์ และเปลือกแบตเตอรี่ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยธุรกิจของลูกค้า นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับการปรับขึ้นของค่าแรงและค่าพลังงาน ยังส่งผลให้อัตรากำไรลดลง
* **กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน:** รายได้ลดลง 23.4% YoY มาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศยอดขายส่งออกลดลงเนื่องจากลูกค้าหลักในยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ชะลอคำสั่งซื้อ ขณะที่ยอดขายในประเทศลดลงจากช่องทาง Modern trade ที่ปีก่อนมีคำสั่งซื้อพิเศษ ส่วนในต่างประเทศ ยอดขายในเวียดนามลดลงจากการที่ปีก่อนได้รับคำสั่งซื้อสำหรับการจัดงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และในอินเดียยอดขายลดลงจากความไม่สงบทางการเมือง
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่ากับปีก่อนในช่วงปลายไตรมาส 3 และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนในอนาคต แต่ปัจจัยกดดันหลักยังคงมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนจากสงคราม ความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และค่าพลังงาน การฟื้นตัวของยอดขายจึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม Q3/2566 อยู่ที่ 2,051 ล้านบาท ลดลง 15.1% YoY** จากการชะลอตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและเครื่องใช้ในครัวเรือนในต่างประเทศ
* **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ อยู่ที่ 95 ล้านบาท ลดลง 20.8% YoY**
* **อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 14.3%** จาก 14.1% YoY ขณะที่ EBITDA margin ทรงตัวที่ 13.3%
* **กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนมีรายได้ลดลง 23.4% YoY** โดยเฉพาะยอดขายส่งออกที่ชะลอตัว
* **กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรมมีรายได้ลดลง 13.9% YoY** จากยอดขายบรรจุภัณฑ์และพลาสติกอุตสาหกรรมที่หดตัว
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3/2566 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขาย 2,051 ล้านบาท ลดลง 15.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2565 โดยมีสาเหตุหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรมและกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนในต่างประเทศ อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมในต่างประเทศที่กระทบกำลังซื้อการอุปโภคบริโภค รวมถึงราคาขายสินค้าที่ลดลงตามราคาวัตถุดิบหลักที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถรักษาระดับกำไรขั้นต้นได้ โดยอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 14.3% จาก 14.1% และ EBITDA margin อยู่ที่ 13.3% จาก 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2566 รายได้ลดลง 7.9% มาจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มของกิจการในต่างประเทศและกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนของกิจการในประเทศเป็นหลัก แต่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 14.3% จาก 13.1% และ EBITDA margin ปรับเพิ่มขึ้นจาก 12.3% เป็น 13.3% ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 5.6%
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 รายได้จากการขายรวม 6,467 ล้านบาท ลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรมและกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนต่างๆ EBITDA สำหรับงวด 9 เดือนเท่ากับ 821 ล้านบาท ลดลง 6.4% ขณะที่ EBITDA margin ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 12.7% กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เท่ากับ 267 ล้านบาท ลดลง 8.9%
## โอกาส
* **การควบคุมต้นทุนและบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** บริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนที่ EBITDA Margin เพิ่มขึ้น แม้รายได้จะลดลง
* **การขยายตลาดในประเทศ:** ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม กิจการในประเทศมียอดขายเพิ่มขึ้นจากการขยายตลาดลูกค้าน้ำดื่มภายในประเทศได้เพิ่มขึ้น และได้รับคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่มถังขยะจากลูกค้าต่างประเทศตามลำดับ
* **การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG):** การได้รับการประเมิน CGR ระดับ 5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และการได้รับการประกาศเป็นหุ้นยั่งยืน SET ESG Rating ระดับ A ในกลุ่ม Industrials สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งอาจเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว:** กำลังซื้อของผู้บริโภคในต่างประเทศที่ลดลงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ความไม่แน่นอนของสงคราม อัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อ เป็นความเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย
* **การแข่งขันด้านราคา:** การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้นในสินค้ากลุ่มพลาสติกอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น:** การปรับขึ้นของค่าแรงและค่าพลังงานตามประกาศของภาครัฐ ส่งผลกระทบต่ออัตราการทำกำไร
* **ความไม่สงบทางการเมือง:** สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในบางพื้นที่ของประเทศอินเดีย ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทย่อยในอินเดีย
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายส่งออก
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มเศรษฐกิจและการบริโภคในตลาดต่างประเทศ:** โดยเฉพาะในยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน
* **ทิศทางราคาวัตถุดิบหลัก:** เช่น PP COPO, PP HOMO, HDPE, PET ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต
* **การแข่งขันด้านราคาในกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกอุตสาหกรรม:** และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษาระดับกำไร
* **การขยายตลาดในประเทศ:** โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม เพื่อชดเชยยอดขายที่ลดลงในต่างประเทศ
* **ผลกระทบจากปัจจัยมหภาค:** เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และค่าพลังงาน ต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่จากข้อมูลรายได้ที่ลดลงในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม (-13.9% YoY) บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่อาจลดลง
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การที่ลูกค้าหลักในตลาดต่างประเทศชะลอคำสั่งซื้อ และคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่มลังบรรจุภัณฑ์ลดลงตามการหดตัวของตลาดค้าปลีกและยานยนต์ บ่งชี้ถึงแนวโน้ม Order Book ที่อาจไม่แข็งแกร่งนัก
* **ราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น Melamine powder มีแนวโน้มลดลง YoY แต่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่ากับปีก่อนในช่วงปลายไตรมาส 3 และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2566 ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ เช่น HDPE, PP HOMO, PP COPO, PET มีแนวโน้มราคาปรับสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2566
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 14.3% แต่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม EBITDA Margin ลดลงจาก 11.0% เป็น 10.6% เนื่องจากยอดขายลดลง การแข่งขันด้านราคา และต้นทุนที่สูงขึ้น
* **การส่งออก:** ยอดขายในต่างประเทศเป็นปัจจัยหลักที่กดดันรายได้รวม โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนและผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม
* **ค่าเงิน:** แนวโน้มค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 3/2566 อ่อนค่าลง แต่ยังน้อยกว่าไตรมาส 3/2565 ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายส่งออก
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือลดลง 45 ล้านบาท จากการลดการจัดเก็บวัตถุดิบและการส่งมอบแม่พิมพ์
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 7,957 ล้านบาท ลดลง 182 ล้านบาท โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 90 ล้านบาท เป็น 707 ล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้การค้าลดลง 99 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือลดลง 45 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 3,430 ล้านบาท ลดลง 329 ล้านบาท โดยเจ้าหนี้การค้าลดลง 77 ล้านบาท และภาระหนี้เงินกู้ยืมลดลง 356 ล้านบาท จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 147 ล้านบาท เป็น 4,527 ล้านบาท จากผลกำไรจากการดำเนินงานสุทธิจากเงินปันผลจ่าย
สำหรับงบกระแสเงินสด 9 เดือนแรกของปี 2566 กลุ่มบริษัทมีเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น 142 ล้านบาท โดยเงินสดได้รับจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้น 301 ล้านบาท จากการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่ดี ขณะที่เงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนลดลง และเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้นจากการจ่ายชำระคืนเงินกู้และเงินปันผล
## สรุปท้าย
SITHAI เผชิญความท้าทายในไตรมาส 3/2566 จากแรงกดดันด้านยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและเครื่องใช้ในครัวเรือน โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงแสดงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดี ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นและ EBITDA margin ทรงตัว การฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันด้านราคา และการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน ขณะที่การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ยังคงเป็นจุดแข็งที่น่าจับตา
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SITHAI ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
1,984.05
ล้านบาท
↓ 1.9% YoY
กำไรขั้นต้น
312.54
ล้านบาท
↑ 8.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
15.75
%
กำไรสุทธิ
65.33
ล้านบาท
↑ 312.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.29
%
D/E Ratio
0.54
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,984
↓ -1.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
313
↑ + 8.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
65
↑ + 312.1%
YoY
D/E Ratio
0.54
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SITHAI
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.54
ROE (%)
5.11
ROA (%)
5.19
Book Value/หุ้น
1.62
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SITHAI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-319
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SITHAI
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-318.77
-55.14%
|
-710.54
-8.76%
|
-778.75
+187.74%
|
-270.64
-143.53%
|
621.77
-41.56%
|
1,064.01
-20.00%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.00
-100.00%
|
509.70
-11.44%
|
575.54
+212.13%
|
184.39
-156.72%
|
-325.10
+14.66%
|
-283.54
+137.15%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
454.27
-43.56%
|
804.89
+138.78%
|
337.08
+87.01%
|
180.25
-193.69%
|
-192.38
-61.04%
|
-493.78
-62.05%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
218.93
-25.40%
|
293.46
+521.08%
|
47.25
-68.54%
|
150.18
+69.98%
|
88.35
-66.27%
|
261.97
-591.13%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
735.79
-2.53%
|
754.88
+22.30%
|
617.26
-8.08%
|
671.55
+15.15%
|
583.20
+81.55%
|
321.23
-14.24%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
640.23
-12.99%
|
735.79
-2.53%
|
754.88
+22.30%
|
617.26
-8.08%
|
671.55
+15.15%
|
583.20
+81.55%
|