บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
0.70
0.01 (1.41%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก รายได้รวม เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 302.66 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้การ ดำเนินงานผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า RH และ AVA เต็มงวดในปี 2563 ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2562 ที่บริษัทฯ รับรู้รายได้จากการตำเนินการดังกล่าวจากเฉพาะโรงไฟฟ้า ETC
โดยบริษัทฯ รับโอนสินทรัพย์ดังกล่าวจากผู้รับเหมาก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2563 ทำให้บริษัทฯ ต้องรับรู้ตันทุนทางการเงินที่ เกิดขึ้นสำหรับแต่ละโครงการในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ในขณะที่ในปี 2562 บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ โรงไฟฟ้า RH และ AVA ซึ่งบริษัทฯ ได้บันทึกต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นในงวดดังกล่าวเป็นต้นทุนค่าก่อสร้างในงบ แสดงฐานะทางการเงิน และมีต้นทุนทางการเงินส่วนใหญ่เป็นต้นทุนทางการเงินของโครงการโรงไฟฟ้า ETC ในงบกำไร
ขาดทุนเบ็ตเสร็จ
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4440 out_tok=2599 at=2026-07-25T16:29:59 -->
# SC Asset กำไร Q3/64 หด 20% รับผลล็อกดาวน์กระทบยอดขายอสังหาฯ
## รายได้รวมวูบ 17% ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยหลักจากโควิด-19 แต่ 9 เดือนแรกยังโตเล็กน้อยจากการคุมค่าใช้จ่าย
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 4,730.97 ล้านบาท ลดลง 17.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ 544.64 ล้านบาท ลดลง 20.34% ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการล็อกดาวน์ที่ส่งผลต่อยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวม 9 เดือนแรกของปี บริษัทฯ ยังสามารถรักษารายได้รวมให้ใกล้เคียงปีก่อน และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SC ในไตรมาส 3 ปี 2564 ปรับตัวลดลง 20.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก **การลดลงของรายได้จากการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์** ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการล็อกดาวน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยรายได้จากการขายโครงการลดลงถึง 17.74%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดในไตรมาส 3 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรายได้จากการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทฯ โดยรายได้จากโครงการแนวราบลดลง 13.44% และโครงการแนวสูงลดลงถึง 34.97% ทำให้รายได้จากการขายรวมลดลง 976.89 ล้านบาท คิดเป็น 17.74% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายที่ลดลง 14.09% และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 3.07% ในงวด 9 เดือนแรก แต่ผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงก็มีน้ำหนักมากกว่า ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง 10.89% ในไตรมาส 3 และส่งผลให้กำไรสุทธิโดยรวมลดลงตามไปด้วย
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลที่ปรากฏในเอกสาร **ลักษณะการลดลงของรายได้และกำไรในไตรมาส 3 มีแนวโน้มที่จะเป็นลักษณะครั้งคราว** โดยมีปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ภายนอกที่ส่งผลกระทบเป็นช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้ระบุว่าสำหรับงวดเก้าเดือนแรก บริษัทฯ ยังคงมีรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงเพียง 0.97% และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2.84% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและศักยภาพในการฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการดำเนินงาน Q3/64 อยู่ที่ 4,730.97 ล้านบาท ลดลง 17.23% YoY** เป็นผลหลักจากการลดลงของยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์
* **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ Q3/64 อยู่ที่ 544.64 ล้านบาท ลดลง 20.34% YoY** สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง
* **รายได้จากการขายโครงการแนวสูง Q3/64 หดตัวแรงถึง 34.97%** สะท้อนผลกระทบจากการล็อกดาวน์
* **สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2564 รายได้รวมลดลงเพียง 0.97%** โดยมีรายได้จากโครงการแนวราบเติบโต 6.96% ชดเชยรายได้จากโครงการแนวสูงที่ลดลง
* **กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2564 เพิ่มขึ้น 2.84%** จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 4,730.97 ล้านบาท ลดลง 984.88 ล้านบาท หรือ 17.23% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการแนวสูงที่ลดลงถึง 34.97% และโครงการแนวราบที่ลดลง 13.44% ส่งผลให้รายได้จากการขายรวมลดลง 17.74% ขณะที่รายได้ค่าเช่าและบริการ และรายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย กำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1,498.64 ล้านบาท ลดลง 10.89% เมื่อเทียบกับปีก่อน สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายจะลดลง 14.09% แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 5.01% จากค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพื่อการป้องกันโควิด-19 ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 544.64 ล้านบาท ลดลง 20.34% เมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 13,445.53 ล้านบาท ลดลงเพียง 131.06 ล้านบาท หรือ 0.97% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากโครงการแนวราบยังคงเติบโตได้ 6.96% ในขณะที่รายได้จากโครงการแนวสูงลดลง 27.26% กำไรขั้นต้นสำหรับงวด 9 เดือนลดลง 1.14% แต่ด้วยการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2564 อยู่ที่ 1,481.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.84% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย:** มาตรการล็อกดาวน์ที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายในไตรมาส 3 คาดว่าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดดีขึ้น การเปิดเมืองและการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติ จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อและความต้องการที่อยู่อาศัย
* **การเติบโตของโครงการแนวราบ:** แม้ภาพรวมยอดขายจะลดลง แต่รายได้จากโครงการแนวราบยังคงมีการเติบโต 6.96% ในงวด 9 เดือนแรก แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดกลุ่มนี้ และเป็นโอกาสในการรักษาฐานรายได้ของบริษัทฯ
* **การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** การที่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกยังคงเติบโตได้ เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรเมื่อรายได้กลับมาฟื้นตัว
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19:** การระบาดของโรคที่อาจกลับมาอีกครั้ง หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส อาจส่งผลกระทบต่อมาตรการควบคุมโรค และกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงการดำเนินงานของบริษัทฯ
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจ:** สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงมีความไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภค
* **การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์:** ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการแข่งขันสูง ทั้งในด้านราคา โปรโมชั่น และคุณภาพของโครงการ ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตรากำไรของบริษัทฯ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการของภาครัฐ:** จะส่งผลโดยตรงต่อการกลับมาของกำลังซื้อและการดำเนินงานของบริษัทฯ
* **ยอดขายรอโอน (Backlog) ของโครงการ:** เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่จะสะท้อนรายได้ในอนาคตของบริษัทฯ
* **การเปิดตัวโครงการใหม่:** กลยุทธ์การพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่ตอบรับกับความต้องการของตลาด จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้
* **ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน:** การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
* **รายได้จากการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์:** เป็นรายได้หลักของบริษัทฯ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ยอดขายในไตรมาส 3 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการแนวสูงที่ลดลงถึง 34.97%
* **การเติบโตของโครงการแนวราบ:** ยังคงเป็นจุดแข็งของบริษัทฯ โดยมีรายได้เติบโต 6.96% ในงวด 9 เดือนแรก สะท้อนถึงความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทนี้ที่ยังคงมีอยู่
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** บริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในงวด 9 เดือนแรกที่สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิยังคงเติบโตได้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทฯ ในงวดไตรมาส 3 ปี 2564
## สรุปท้าย
ผลประกอบการของ SC ในไตรมาส 3 ปี 2564 ได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพในงวด 9 เดือนแรกของปี ทำให้กำไรสุทธิยังคงเติบโตได้เล็กน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวะที่ท้าทาย โอกาสในการฟื้นตัวของผลประกอบการจะขึ้นอยู่กับการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 และการกลับมาของกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของโครงการแนวราบยังคงเป็นปัจจัยบวกที่น่าจับตา
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ ETC ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
192.69
ล้านบาท
↓ 1.2% YoY
กำไรขั้นต้น
62.51
ล้านบาท
↓ 9.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
32.44
%
กำไรสุทธิ
29.34
ล้านบาท
↑ 129.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
15.22
%
D/E Ratio
0.09
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
193
↓ -1.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
63
↓ -9.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
29
↑ + 129.7%
YoY
D/E Ratio
0.09
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — ETC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.09
ROE (%)
15.20
ROA (%)
14.28
Book Value/หุ้น
1.57
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — ETC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-202
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+377
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — ETC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-201.78
+46.92%
|
-137.34
-45.98%
|
-254.26
-28.28%
|
-354.54
+38.86%
|
-255.32
-169.95%
|
364.99
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
376.91
-213.93%
|
-330.84
-379.66%
|
118.30
-72.01%
|
422.68
+162.70%
|
160.90
-199.25%
|
-162.11
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
155.73
-72.90%
|
574.71
-207.23%
|
-535.96
-162.45%
|
858.21
+459.75%
|
153.32
-86.33%
|
1,121.62
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
330.86
+218.20%
|
103.98
-115.45%
|
-672.86
-172.64%
|
926.35
+1,472.75%
|
58.90
-95.55%
|
1,324.50
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,144.76
+38.18%
|
1,552.12
+25.62%
|
1,235.58
+5.80%
|
1,167.87
-14.02%
|
1,358.25
+3,924.44%
|
33.75
-72.20%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
1,102.14
-48.61%
|
2,144.76
+38.18%
|
1,552.12
+25.62%
|
1,235.58
+5.80%
|
1,167.87
-14.02%
|
1,358.25
+3,924.32%
|