บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
6.90
0.05 (0.72%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก รายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนรายได้ ประมาณ 85% มาจากสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้ว ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน
บริษัทฯมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและสินค้า คงเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ
การปรับโครงสร้างธุรกิจพลังงาน แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565
โครงการขยายกําลังการผลิต สําหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) เป็นไปตามแผนงาน
โครงการลงทุนซ่อมแซมเตาหลอมแก้วที่ 1 ของโรงงานอยุธยาที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทฯ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 โดยคาดว่าจะเริ่มดําเนินการซ่อมแซมประมาณไตรมาสที่ 1 ปี 2566 และคาดการณ์ผลิตเชิง พาณิชย์ประมาณไตรมาสที่ 2 ปี 2566
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7907 out_tok=3057 at=2026-07-25T02:32:36 -->
# BGC กำไรสุทธิ Q2/66 หดตัว 34% YoY รับต้นทุนพุ่ง-การเงินสูงขึ้น
## รายได้รวมโต 4% แต่ GPM หด 1.99% กดดันกำไรสุทธิ ขณะที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งโตเด่น
บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 71 ล้านบาท ลดลง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายรวมจะเติบโต 4% เป็น 3,511 ล้านบาท แต่ถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ BGC ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 34% YoY มาอยู่ที่ 71 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะเติบโต 4% เป็น 3,511 ล้านบาท มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ การหดตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการเงิน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักคือ **การหดตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการเงิน** โดย GPM ในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 13.0% ลดลง 1.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 11.6% ซึ่งส่งผลให้กำไรขั้นต้นรวมลดลง 15% เป็น 850 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ขณะที่ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นถึง 72% YoY ในไตรมาส 2 และ 51% ในงวด 6 เดือนแรก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**การหดตัวของ GPM** เกิดจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้วที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนเศษแก้ว ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้บริษัทฯ จะพยายามบริหารจัดการต้นทุนด้วยการเจรจาต่อรองราคา ปรับสูตรการผลิต ลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ใช้พลังงานทางเลือก และนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด
**การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการเงิน** เกิดจากการที่บริษัทฯ มีการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนและการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะการควบรวมกิจการ Prime Packaging ซึ่งเป็นธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนและม้วนฟิล์ม ทำให้หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 17% YoY และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2,081 ล้านบาท
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** สำหรับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้นในอดีตนั้น มีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากเอกสารระบุว่า "ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ได้รับปัจจัยบวกจากราคา น้ำมันอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานหลักในกระบวนการผลิตมีแนวโน้มลดลง" อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจและการควบรวมกิจการ คาดว่าจะยังคงอยู่และเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 34% YoY:** อยู่ที่ 71 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566 จาก 108 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายเติบโต 4% YoY:** อยู่ที่ 3,511 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วในกลุ่มโซดาและน้ำดื่ม และการรับรู้รายได้จาก Prime Packaging
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว:** อยู่ที่ 13.0% ลดลง 1.99% YoY จาก 11.6% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 72% YoY:** อยู่ที่ 67 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566 จาก 39 ล้านบาทในปีก่อน
* **ธุรกิจแพคเกจจิ้งเติบโตโดดเด่น:** รายได้เพิ่มขึ้น 22% YoY ในไตรมาส 2 และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 228% YoY จากการควบรวม Prime Packaging และต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ลดลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 BGC มีรายได้จากการขายรวม 3,511 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY โดยกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้วมีรายได้ 2,948 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY จากการบริโภคภายในประเทศในกลุ่มโซดาและน้ำดื่ม ขณะที่กลุ่มแพคเกจจิ้งมีรายได้ 641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% YoY จากการควบรวมกิจการ Prime Packaging และการเติบโตของบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนและม้วนฟิล์ม
อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 457 ล้านบาท ลดลง 11% YoY แม้ GPM จะปรับดีขึ้น 91 bps เป็น 13.0% โดยกลุ่มแพคเกจจิ้งมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 228% YoY จากการควบรวม Prime และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง แต่กลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้วมีกำไรขั้นต้นลดลง 0.5% YoY เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 6% YoY มาอยู่ที่ 304 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 72% YoY เป็น 67 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิหลังหักภาษีสำหรับผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ลดลง 34% YoY มาอยู่ที่ 71 ล้านบาท
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 7,325 ล้านบาท ลดลง 0.4% YoY กำไรขั้นต้นรวมลดลง 15% YoY มาอยู่ที่ 850 ล้านบาท และกำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ลดลง 55% YoY มาอยู่ที่ 146 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจแพคเกจจิ้ง:** การควบรวมกิจการ Prime Packaging ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจแพคเกจจิ้ง ทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน ม้วนฟิล์ม และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** บริษัทฯ มีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเจรจาต่อรองราคาวัตถุดิบ การปรับสูตรการผลิต การใช้พลังงานทางเลือก และการนำเทคโนโลยีมาใช้
* **การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต:** การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เช่น ระบบอัจฉริยะในการควบคุมการใช้พลังงานเตาหลอมแก้ว (ESIII) และโครงการประหยัดพลังงานกับ ESCO ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
* **การขยายธุรกิจ Supply Chain:** การจัดตั้งบริษัทย่อย BGCSC เพื่อทำธุรกิจบริหารจัดการด้านซัพพลายเชนและให้เช่าพื้นที่คลังสินค้า เป็นการสร้างรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนธุรกิจหลัก
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานผันผวน:** แม้แนวโน้มราคาพลังงานจะลดลง แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เศษแก้ว ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้า
* **อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น:** ส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สินของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ กดดันการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออก
* **การส่งออกชะลอตัว:** อุปสงค์โลกที่ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อและการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออก
* **หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น:** การกู้ยืมเพื่อขยายธุรกิจส่งผลให้หนี้สินรวมและค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและพลังงาน:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลักและต้นทุนพลังงานจะส่งผลโดยตรงต่อ GPM ของกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้ว
* **การเติบโตของกลุ่มแพคเกจจิ้ง:** ประสิทธิภาพการดำเนินงานและการสร้างรายได้จากการควบรวมกิจการ Prime Packaging
* **การบริหารจัดการหนี้สินและค่าใช้จ่ายทางการเงิน:** ความสามารถในการควบคุมภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
* **การฟื้นตัวของการบริโภคและการส่งออก:** ปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลต่อปริมาณการขายของทั้งสองกลุ่มธุรกิจ
* **การดำเนินงานของโรงงานอยุธยาหลังอุ่นเตา:** การเพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพหลังจากการซ่อมบำรุง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่กล่าวถึงการอุ่นเตาหลอมแก้วที่โรงงานอยุธยาเพื่อเตรียมดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งบ่งชี้ถึงการเพิ่มกำลังการผลิต
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง
* **ราคาวัตถุดิบ:** มีการกล่าวถึงต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนที่เพิ่มขึ้น เช่น เศษแก้ว ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติกฟิล์ม แต่ก็มีส่วนที่ปรับตัวลดลง เช่น เม็ดพลาสติกฟิล์มและกระดาษคราฟท์ในกลุ่มแพคเกจจิ้ง
* **GPM:** มีการหดตัวในกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้ว แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มแพคเกจจิ้ง ส่งผลให้ GPM รวมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
* **ส่งออก:** รายได้ส่งออกในกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้วลดลงจากกลุ่มเบียร์และ Food jar จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า
* **ค่าเงิน:** ไม่ได้ระบุผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **สินค้าคงคลัง:** ระยะเวลาสินค้าคงเหลือลดลง 5.1 วัน ซึ่งส่งผลดีต่อวงจรเงินสด
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 18,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% YoY โดยมีที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 1,930 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการควบรวม Prime Packaging สินทรัพย์สิทธิการใช้เพิ่มขึ้น 168 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 13,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% YoY โดยหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2,081 ล้านบาท และหนี้สินตามสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 108 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 5,272 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY จากส่วนเกินทุนจากการตีราคาที่ดิน
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ 2.5 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 2.3 เท่า ณ สิ้นปี 2565 และหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 4.9 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 4.5 เท่า
กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้น 548 ล้านบาท จากรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุนลดลง 2,356 ล้านบาท จากการจ่ายเพื่อซื้อที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และการลงทุนในบริษัทย่อย กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้น 1,814 ล้านบาท จากเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่กดดันผลประกอบการของ BGC ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือการหดตัวของอัตรากำไรขั้นต้นจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้นในกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้ว ประกอบกับค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ แม้รายได้รวมจะเติบโตจากการควบรวมกิจการ Prime Packaging และการเติบโตของกลุ่มโซดาและน้ำดื่ม แต่ก็ไม่สามารถชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาพลังงานที่ลดลง และการเติบโตที่แข็งแกร่งของกลุ่มแพคเกจจิ้ง เป็นโอกาสที่ต้องจับตา ขณะที่ความเสี่ยงจากต้นทุนผันผวนและภาระดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BGC ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
-6,179.55
ล้านบาท
↓ 19635.1% YoY
กำไรขั้นต้น
488.02
ล้านบาท
↓ 8.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-7.90
%
กำไรสุทธิ
-84.34
ล้านบาท
↓ 362.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.36
%
D/E Ratio
2.17
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
-6,180
↓ -19635.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
488
↓ -8.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-84
↓ -362.2%
YoY
D/E Ratio
2.17
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BGC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.17
ROE (%)
1.72
ROA (%)
1.69
Book Value/หุ้น
7.92
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BGC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-622
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+412
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BGC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-621.98
-73.11%
|
-2,312.77
-920.48%
|
281.88
-111.90%
|
-2,369.55
+70.82%
|
-1,387.13
-344.48%
|
567.39
-1.35%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
412.39
-76.00%
|
1,718.21
-34.78%
|
2,634.66
-357.15%
|
-1,024.55
-179.72%
|
1,285.24
-432.67%
|
-386.34
-61.47%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
509.66
-23.66%
|
667.65
-123.43%
|
-2,849.52
-194.09%
|
3,028.55
+2,239.01%
|
129.48
-140.33%
|
-321.08
-162.43%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
300.08
+310.56%
|
73.09
+493.74%
|
12.31
-88.96%
|
111.54
+304.57%
|
27.57
-117.15%
|
-160.77
-285.45%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
122.31
-3.90%
|
127.28
-33.06%
|
190.14
+34.80%
|
141.05
-42.96%
|
247.29
-5.79%
|
262.48
+81.12%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
808.70
+561.19%
|
122.31
-3.90%
|
127.28
-33.06%
|
190.14
+34.80%
|
141.05
-33.39%
|
211.77
-19.32%
|