บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน)
SET · การท่องเที่ยวและสันทนาการ
8.15
+0.05 (+0.62%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8562 out_tok=2950 at=2026-07-25T11:43:40 -->
BEYOND พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/65 รับรายได้โรงแรมพุ่ง 1,500%
**รายได้โรงแรมฟื้นตัวแรงดันผลประกอบการ ขณะที่ต้นทุน-ดอกเบี้ยพุ่งกระทบกำไรสุทธิ**
บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEYOND รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 พลิกกลับมามีรายได้รวม 451.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 1,499.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้จากการประกอบกิจการโรงแรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บริษัทบันทึกขาดทุนสุทธิ 183.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 719.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ BEYOND ในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **การฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการประกอบกิจการโรงแรม** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 1,499.9% หรือ 422.97 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการยกเลิกมาตรการ Test & Go และ Thailand Pass ของภาครัฐ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2565
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศส่งผลโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนผ่านรายได้ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่เติบโตต่อเนื่อง และรายได้ห้องพักที่เพิ่มขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากทั้งอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 16% เป็น 26% และอัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ที่สูงขึ้นจาก 14,060 บาท เป็น 14,866 บาท
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:** มีโอกาสต่อเนื่อง ฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่าหากไม่มีการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรง และประเทศต้นทางมีการผ่อนคลายข้อกำหนดการเดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะจีนที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทย การเดินทางระหว่างประเทศจะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทในปี 2565 เติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** เป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้บริษัทบันทึกขาดทุนสุทธิ โดยต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึง 847.7% หรือ 110.11 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นสำหรับการประกอบกิจการโรงแรมจำนวน 5,000 ล้านบาท และการออกหุ้นกู้จำนวน 894.70 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในบริษัท เออร์เบิร์นรีสอร์ท โฮเต็ล จำกัด (“URH”) และ บริษัท วอเตอร์ฟร้อนท์ โฮเต็ล จำกัด (“WFH”)
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมพุ่ง 1,499.9% YoY:** จาก 28.20 ล้านบาท เป็น 451.17 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการประกอบกิจการโรงแรม 444.89 ล้านบาท
* **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 719.1% YoY:** จาก 22.36 ล้านบาท เป็น 183.15 ล้านบาท
* **ต้นทุนทางการเงินพุ่ง 847.7% YoY:** จาก 12.99 ล้านบาท เป็น 123.10 ล้านบาท จากการกู้ยืมและออกหุ้นกู้เพื่อการลงทุน
* **EBITDA พลิกเป็นบวก:** จากขาดทุน 9.28 ล้านบาท เป็นกำไร 4.27 ล้านบาท
* **เข้าลงทุน 100% ใน URH และ WFH:** เป็นเจ้าของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ อย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ด้วยมูลค่าลงทุนรวม 5,500 ล้านบาท
* **อัตราการเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:** จาก 16% ใน Q1/65 เป็น 26% ใน Q2/65
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 451.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1,499.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้รวม 28.20 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการประกอบกิจการโรงแรมจำนวน 444.89 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมีค่าใช้จ่ายรวม 523.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,066.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการรับรู้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงแรม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินยังเพิ่มขึ้นถึง 847.7% เป็น 123.10 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทบันทึกขาดทุนสุทธิ 183.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 719.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (ขาดทุนสุทธิ 22.36 ล้านบาท) และขาดทุนสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 0.63 บาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย:** การยกเลิกมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศส่งผลดีต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
* **การเติบโตของรายได้อาหารและเครื่องดื่ม:** ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการเติบโตสูงในช่วงเทศกาลไตรมาส 4
* **การเข้าลงทุนเต็ม 100% ในโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่:** การถือหุ้น 100% ในโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ จะช่วยเสริมศักยภาพการสร้างรายได้และกำไรในระยะยาว
* **เป้าหมายนักท่องเที่ยว 10 ล้านคนในปี 2565:** เป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมโรงแรมและการบริการ
## ความเสี่ยง
* **การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่:** หากมีการระบาดรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศและการท่องเที่ยว
* **ข้อจำกัดการเดินทางกลับประเทศของนักท่องเที่ยว:** โดยเฉพาะจากประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก อาจส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยว
* **ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น:** การมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นจากการกู้ยืมและการออกหุ้นกู้ อาจกดดันผลกำไรในอนาคต
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และต้นทุนจากการดำเนินงาน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ:** โดยเฉพาะจากตลาดหลัก เช่น จีน มาเลเซีย อินเดีย สิงคโปร์
* **อัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR):** การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** โดยเฉพาะต้นทุนการประกอบกิจการโรงแรมและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพื่อควบคุมอัตรากำไร
* **ภาระต้นทุนทางการเงิน:** การบริหารจัดการหนี้สินและต้นทุนดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
* **ผลประกอบการของโรงแรมในเครือ:** โดยเฉพาะโรงแรมที่เพิ่งเข้าลงทุน 100%
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**รายได้โรงแรม:** รายได้จากการประกอบกิจการโรงแรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 117 ล้านบาท หรือ 35.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q1/65) จาก 328 ล้านบาท เป็น 445 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากค่าอาหารและเครื่องดื่ม 63%, รายได้ห้องพัก 32% และรายได้อื่นๆ 5% รายได้ห้องพักเติบโตโดดเด่นกว่า 70% จากการเพิ่มขึ้นของ ADR และอัตราการเข้าพักเฉลี่ย
**จำนวนห้องพัก:** บริษัทมีจำนวนห้องพัก 400 ห้อง ซึ่งคงที่มาตั้งแต่ปี 2564
**อัตราการเข้าพัก:** เพิ่มขึ้นจาก 16% ในไตรมาส 1 ปี 2565 เป็น 26% ในไตรมาส 2 ปี 2565
**ADR (Average Daily Rate):** เพิ่มขึ้นจาก 14,060 บาท ในไตรมาส 1 ปี 2565 เป็น 14,866 บาท ในไตรมาส 2 ปี 2565
**RevPar (Revenue Per Available Room):** เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 2,305 บาท ในไตรมาส 1 ปี 2565 เป็น 3,890 บาท ในไตรมาส 2 ปี 2565
**การลงทุนใน URH และ WFH:** บริษัทได้เข้าลงทุนใน URH และ WFH ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ ครบ 100% เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ด้วยมูลค่าลงทุนรวม 5,500 ล้านบาท โดยเริ่มควบรวมงบการเงินของทั้งสองบริษัทตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 13,920.08 ล้านบาท ลดลง 1.3% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักมาจากการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย (อาคารสำนักงานใหญ่) และการลดลงของสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น ที่ดินอาคารและอุปกรณ์ และสินทรัพย์สิทธิการใช้ ซึ่งถูกทดแทนด้วยการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
หนี้สินรวมอยู่ที่ 7,770.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0% จากสิ้นปี 2564 โดยมีรายการสำคัญคือการออกหุ้นกู้ระยะยาว 883.57 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมใน URH และ WFH ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 6,149.82 ล้านบาท ลดลง 4.1% จากสิ้นปี 2564 เป็นผลมาจากขาดทุนสุทธิระหว่างงวด
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.95 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.26 เท่า
กระแสเงินสดสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทมีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน 60.36 ล้านบาท, เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 434.85 ล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นการชำระค่าหุ้น URH และ WFH เพิ่มเติม) และเงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน 669.69 ล้านบาท (ส่วนใหญ่จากการออกหุ้นกู้ระยะยาว) ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายงวดเพิ่มขึ้นเป็น 981.34 ล้านบาท
## สรุปท้าย
BEYOND ในไตรมาส 2 ปี 2565 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการประกอบกิจการโรงแรม ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเปิดประเทศและการกลับมาของนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจากการกู้ยืมและการออกหุ้นกู้เพื่อรองรับการลงทุนในสินทรัพย์โรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่ ส่งผลให้บริษัทยังคงบันทึกขาดทุนสุทธิ แม้ EBITDA จะพลิกกลับมาเป็นบวก การเข้าลงทุน 100% ในโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์และคาเพลลา กรุงเทพฯ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตในระยะยาว แต่ก็มาพร้อมกับภาระทางการเงินที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงความสามารถของบริษัทในการบริหารต้นทุนและภาระหนี้สินเพื่อสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BEYOND ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
1,087.77
ล้านบาท
↑ 3.4% YoY
กำไรขั้นต้น
488.33
ล้านบาท
↑ 8.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
44.89
%
กำไรสุทธิ
116.94
ล้านบาท
↑ 199.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
10.75
%
D/E Ratio
1.05
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,088
↑ + 3.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
488
↑ + 8.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
117
↑ + 199.5%
YoY
D/E Ratio
1.05
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BEYOND
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.05
ROE (%)
0.04
ROA (%)
2.84
Book Value/หุ้น
23.26
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BEYOND
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+54
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+34
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BEYOND
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
54.28
-58.98%
|
132.31
-40.29%
|
221.59
-38.80%
|
362.08
+1,548.07%
|
21.97
-96.24%
|
584.57
-337.88%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
33.60
-323.26%
|
-15.05
-131.06%
|
48.45
-109.95%
|
-486.77
-59.39%
|
-1,198.64
+163.47%
|
-454.94
-57.72%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
646.33
-68.27%
|
2,036.92
-1,136.76%
|
-196.47
-87.23%
|
-1,538.29
+111.62%
|
-726.91
+88.10%
|
-386.45
+940.24%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
0.00
|
0.00
-100.00%
|
-522.91
-53.77%
|
-1,131.20
|
0.00
-100.00%
|
-257.05
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
971.17
-30.01%
|
1,387.65
+97.95%
|
701.00
-9.79%
|
777.10
+12.20%
|
692.62
-27.07%
|
949.67
+33.88%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
1,049.99
+8.12%
|
971.17
-30.01%
|
1,387.65
+97.95%
|
701.00
-9.79%
|
777.10
+12.20%
|
0.00
|