บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
12.00
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นหลักๆ เกิดจาก รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อเช่าซื้อในไตรมาส 1 ปี 2565 มีจํานวน 952.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 229.46 ล้าน บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.75 จากไตรมาส 1 ปี 2564 ที่มีจํานวน 722.64 ล้านบาท เป็นผลจากให้สินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นและ การเพิ่มขึ้นของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ
ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขาย จํานวน 290.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 191.35 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 192.97 จากไตรมาส 1 ปี 2564 ที่มีจํานวน 99.16 ล้าน บาท เป็นผลจากการตัดหนี้สูญ และการกําหนดส่วนเพิ่มจากการบริหารจัดการ (Management Overlay) ซึ่งในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัทกําหนดส่วนเพิ่มจากการบริหารจัดการ (Management Overlay) จํานวน 85.98 ล้านบาท ในขณะที่ลูกหนี้ที่ไม่ ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลง
โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ในไตรมาส 1 ปี 2565 เท่ากับร้อยละ 2.56
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=12155 out_tok=3477 at=2026-07-25T11:18:38 -->
# SCGP กำไร Q1/65 ดิ่ง 22% ต้นทุนพุ่งฉุดกำไร สบช่องฟื้นตัวเศรษฐกิจ-ขยายกำลังผลิต
## รายได้โต 34% จากการรวมกิจการ-ดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้นตัว แต่ต้นทุนวัตถุดิบ-พลังงานกดดันกำไรสุทธิ
ในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายได้จากการขายเติบโต 34% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากการรวมผลการดำเนินงานของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการ และการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับลดลง 22% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายบริหารยังคงเดินหน้าขยายกำลังการผลิตทั้งในไทยและเวียดนาม พร้อมมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ SCGP ในไตรมาส 1/2565 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นและ EBITDA margin แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตถึง 34% YoY แต่กำไรสำหรับงวดกลับลดลงถึง 22% YoY และ Core Profit ลดลง 24% YoY สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่รุนแรง
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งการระบาดของ COVID-19 ในจีนที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน, สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น และปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบ (เช่น กระดาษรีไซเคิล) และต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ค่าระวางเรือที่ยังคงอยู่ในระดับสูงก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน แม้บริษัทจะพยายามบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น, การจัดตั้งศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิล และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อ/ขนส่ง รวมถึงการปรับราคาสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นได้ทั้งหมด
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด** สถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้นถึงกลาง เนื่องจากปัจจัยภายนอกหลายอย่างยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม บริษัทได้แสดงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุก และการปรับราคาสินค้า ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ นอกจากนี้ การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการขยายกำลังการผลิตของบริษัท จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคต ซึ่งอาจช่วยชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนได้ในระยะยาว
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขาย Q1/65 เติบโต 34% YoY แตะ 36,634 ล้านบาท** จากการรวมผลการดำเนินงานของ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab รวมถึงการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร และปริมาณ/ราคาเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้น
* **กำไรสุทธิ Q1/65 ลดลง 22% YoY เหลือ 1,658 ล้านบาท** (กำไรต่อหุ้น 0.39 บาท) และ Core Profit ลดลง 24% YoY เหลือ 1,722 ล้านบาท
* **EBITDA Margin หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 19% ใน Q1/64 เหลือ 13% ใน Q1/65 (Core EBITDA Margin จาก 20.1% เหลือ 13.6%) โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น
* **สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB) รายได้โต 35% YoY** แต่ EBITDA Margin ลดลงจาก 20% เหลือ 14% และกำไรสุทธิลดลง 27% YoY
* **สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB) รายได้โต 32% YoY** แต่ EBITDA Margin ลดลงจาก 13% เหลือ 10% และกำไรสุทธิลดลง 53% YoY
* **เดินหน้าขยายกำลังการผลิต:** โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในฟิลิปปินส์เริ่มเชิงพาณิชย์แล้วใน มี.ค. 65 และโครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในไทยและเวียดนามคาดเริ่ม Q2/65
* **มุ่งมั่น ESG:** ยื่นเข้าร่วม Science Based Targets initiative (SBTi) เพื่อตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 และได้รับการรับรองสมาชิก Thai Private Sector Collective Action against Corruption (CAC)
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2565 SCGP มีรายได้จากการขายรวม 36,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการรวมผลการดำเนินงานของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการ (Duy Tan, Intan Group, Deltalab) และการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร โดยเฉพาะสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค การส่งออกอาหาร และปริมาณความต้องการและราคาเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 43% YoY เป็น 30,346 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเพียง 4% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 22% เหลือ 17% EBITDA ลดลง 7% YoY อยู่ที่ 4,887 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 22% YoY อยู่ที่ 1,658 ล้านบาท (คิดเป็น 0.39 บาทต่อหุ้น) โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5% ลดลงจาก 8% ในปีก่อน
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานหลัก (Core) Core EBITDA ลดลง 9% YoY อยู่ที่ 4,988 ล้านบาท และ Core Profit ลดลง 24% YoY อยู่ที่ 1,722 ล้านบาท ซึ่งการลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน Core Profit เพิ่มขึ้น 27% จากการปรับราคาสินค้าและการฟื้นตัวของความต้องการบรรจุภัณฑ์
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ:** มาตรการผ่อนคลายการควบคุม COVID-19 ในหลายประเทศอาเซียนส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอย และการเดินทางท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์
* **การขยายกำลังการผลิต:** โครงการขยายกำลังการผลิตในฟิลิปปินส์เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการในไทยและเวียดนามคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2565 ซึ่งจะรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งในตลาด
* **การเติบโตจากการควบรวมกิจการ (M&P):** SCGP มีแผนลงทุนเพื่อขยายธุรกิจทั้งจากการเติบโตภายใน (Organic Growth) และการควบรวมกิจการ (M&P) อย่างต่อเนื่องในปี 2565
* **ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และฐานลูกค้า:** บริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์กระดาษและพอลิเมอร์ และมีฐานลูกค้ากว่า 7,000 ราย โดยกว่า 70% อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใกล้ชิดผู้บริโภค (Consumer linked) ทำให้มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวตามความต้องการของตลาด
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ผันผวนและสูงขึ้น:** สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนและปัญหาห่วงโซ่อุปทานยังคงส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบบางชนิดอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่ออัตรากำไรของบริษัท
* **การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน:** มาตรการ Zero COVID ของจีนส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและปริมาณความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของ SCGP
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาสนี้จะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับธันวาคม 2564 แต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการ
* **การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน:** ปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และผลกระทบจากสงครามยังคงส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมต่างๆ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน:** การเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานและวัตถุดิบหลัก เช่น กระดาษรีไซเคิล จะส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรของบริษัท
* **ผลการดำเนินงานของธุรกิจที่เข้าซื้อกิจการ:** การรวมผลการดำเนินงานและการสร้าง Synergy จาก Duy Tan, Intan Group และ Deltalab จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโต
* **ความคืบหน้าการขยายกำลังการผลิต:** การเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ของโครงการใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มปริมาณการขายและรายได้
* **การบริหารจัดการต้นทุนและราคาขาย:** ความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุนและปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป
* **สถานการณ์เศรษฐกิจจีน:** ผลกระทบจากมาตรการ Zero COVID ต่ออุปสงค์การนำเข้าสินค้าและผลกระทบต่อการส่งออกของ SCGP
* **แผนการควบรวมกิจการ (M&P):** การดำเนินการตามแผน M&P จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **รายได้จากการขาย:** สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB) มีรายได้ 31,022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากการรวมผลประกอบการของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการ และยอดขายในกลุ่มลูกค้าส่งออกที่ฟื้นตัว ส่วนสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB) มีรายได้ 6,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% YoY จากปริมาณการใช้กระดาษพิมพ์เขียนที่เพิ่มขึ้น และความต้องการซื้อเยื่อกระดาษเพื่อสำรองสต็อก
* **EBITDA และ Margin:** โดยรวม EBITDA ลดลง 7% YoY อยู่ที่ 4,887 ล้านบาท (Margin 13%) ซึ่งสายธุรกิจ IPB EBITDA ลดลง 6% YoY (Margin 14%) และสายธุรกิจ FB EBITDA เพิ่มขึ้น 4% YoY (Margin 10%) การลดลงของ Margin เป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
* **กำไรสำหรับงวด:** โดยรวมกำไรสุทธิลดลง 22% YoY อยู่ที่ 1,658 ล้านบาท สายธุรกิจ IPB กำไรลดลง 27% YoY และสายธุรกิจ FB กำไรลดลง 53% YoY
* **ต้นทุนขาย:** เพิ่มขึ้น 43% YoY เป็น 30,346 ล้านบาท โดยสายธุรกิจ IPB เพิ่มขึ้น 43% และสายธุรกิจ FB เพิ่มขึ้น 39% สาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลที่หาได้ยากขึ้น ค่าระวางเรือ และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** บริษัทมีการบริหารจัดการเชิงรุก เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น, การจัดตั้งศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิล, การปรับรูปแบบการจัดซื้อ/ขนส่ง (FOB, Cross border) เพื่อลดผลกระทบจากค่าระวางเรือที่สูง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้นไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 198,399 ล้านบาท ลดลง 4% จากเดือน ธ.ค. 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น แม้ว่าเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจะเพิ่มขึ้น
* **หนี้สินรวม:** อยู่ที่ 77,193 ล้านบาท ลดลง 9% จากเดือน ธ.ค. 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินกู้ยืมรวม
* **ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม:** อยู่ที่ 121,206 ล้านบาท ลดลง 1% จากเดือน ธ.ค. 2564 จากกำไรสำหรับงวดที่น้อยกว่าการจ่ายปันผล
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น:** อยู่ที่ 0.6 เท่า ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน
* **อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 0.8 เท่า ใน Q1/64 เป็น 1.7 เท่า ใน Q1/65 สะท้อนถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับความสามารถในการสร้าง EBITDA
* **กระแสเงินสด:** กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 2,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมลงทุน 10,404 ล้านบาท (จากการรับรู้เงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น) และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 10,316 ล้านบาท (จากการลดลงของเงินกู้ยืม)
## สรุปท้าย
SCGP ในไตรมาส 1/2565 เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก ส่งผลให้กำไรสุทธิและอัตรากำไรปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้จะเติบโตได้ดีจากการรวมกิจการและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ตาม บริษัทได้แสดงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุก และเดินหน้าขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ รวมถึงความสามารถของบริษัทในการปรับราคาขายและบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ ASK ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
1,296.02
ล้านบาท
↓ 15.5% YoY
กำไรขั้นต้น
74.54
ล้านบาท
↓ 34.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
5.75
%
กำไรสุทธิ
160.07
ล้านบาท
↑ 854.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
12.35
%
D/E Ratio
4.17
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,296
↓ -15.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
75
↓ -34.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
160
↑ + 854.1%
YoY
D/E Ratio
4.17
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — ASK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
4.17
ROE (%)
4.79
ROA (%)
3.85
Book Value/หุ้น
17.15
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — ASK
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-6,001
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+508
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — ASK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-6,001.02
-276.24%
|
3,405.05
|
— |
6,933.08
+78.04%
|
3,894.10
+362.54%
|
841.89
-30.65%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
507.71
+223.36%
|
157.01
|
— |
-20.38
+487.32%
|
-3.47
-54.70%
|
-7.66
-145.17%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
5,131.78
-269.35%
|
-3,030.36
|
— |
-6,656.24
+81.88%
|
-3,659.72
-15.03%
|
-4,307.32
+236.90%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-361.51
-167.99%
|
531.69
|
— |
256.46
+11.06%
|
230.92
-106.65%
|
-3,473.09
+7,185.69%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
976.54
+77.27%
|
550.88
-8.37%
|
— |
471.30
+19.34%
|
394.92
-13.70%
|
457.60
+108.29%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
326.52
-66.56%
|
976.54
+77.27%
|
— |
601.20
+27.56%
|
471.30
+19.34%
|
394.92
-13.70%
|