บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร
5.90
0.05 (0.84%)
สรุปสั้น
กำไรที่ลดลงเกิดจาก การลดลงของรายได้ และ ผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่มีความผันผวน โดย วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต ประเภท โลหะ เหล็ก ทองแดง มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ซึ่งถือว่ามีนัยสําคัญ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งทําให้เกิดค่าใช้จ่าย และการทํางานที่ยาก รวมทั้งมีการเลื่อนกําหนดการส่งมอบ
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5281 out_tok=2775 at=2026-07-25T05:31:41 -->
# ASEFA กำไร Q3/2566 พุ่ง 217% รับรายได้งานบริการลดแต่คุมต้นทุนได้ดี
## รายได้งานบริการหดตัว แต่การบริหารต้นทุนและ GPM ที่ดีขึ้น หนุนกำไรสุทธิ ASEFA เติบโตแรง
บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน) หรือ ASEFA รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 34.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 217.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการรวมจะลดลง 6.87% โดยปัจจัยหลักมาจากการบริหารต้นทุนสินค้าและบริการที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก utilization, order book, ASP, ราคาวัตถุดิบ, GPM, อัตราแลกเปลี่ยน, หรือคำสั่งซื้อครั้งใหญ่
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ ASEFA ในไตรมาส 3 ปี 2566 คือ **การบริหารต้นทุนสินค้าและบริการที่ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** แม้ว่ารายได้รวมจะลดลงก็ตาม
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ฝ่ายจัดการระบุว่า รายได้จากการขายและบริการรวมลดลง 6.87% หรือ 58.63 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้งานบริการโครงการแบบเหมาถึง 111.02 ล้านบาท ซึ่งเป็นลักษณะปกติของธุรกิจที่เป็นโครงการใหญ่และมีความผันผวนตามช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ต้นทุนสินค้าที่ขายและบริการกลับลดลงถึง 11.42% หรือ 83.49 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน การลดลงของต้นทุนนี้สอดคล้องกับลักษณะงานโครงการเหมาที่ลดลง ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 14.30% ในปีก่อน เป็น 18.48% ในไตรมาสนี้ การเพิ่มขึ้นของ GPM นี้เองที่เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันให้กำไรสุทธิเติบโตถึง 217.81% แม้รายได้จะลดลงก็ตาม นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายบริหารยังคงทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อน
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ยังไม่ชัด ต้องติดตาม**
แม้ว่าการบริหารต้นทุนที่ทำให้ GPM สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ แต่การลดลงของรายได้จากงานบริการโครงการแบบเหมาเป็นลักษณะที่ฝ่ายจัดการระบุว่าเป็น "ปกติของธุรกิจที่เป็นโครงการใหญ่" ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีความผันผวนในลักษณะนี้ได้ในอนาคต การที่ GPM จะรักษาในระดับสูงได้ต่อเนื่องหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการบริหารต้นทุนในโครงการใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองเทียบกับงานบริการโครงการ หากบริษัทสามารถรักษา GPM ในระดับสูงได้ต่อไป ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของรายได้จากโครงการ จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพุ่ง 217.81% YoY:** กำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2566 อยู่ที่ 34.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 10.84 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวมลดลง 6.87% YoY:** รายได้จากการขายและบริการรวมอยู่ที่ 794.62 ล้านบาท ลดลง 58.63 ล้านบาท โดยหลักมาจากงานบริการโครงการแบบเหมาที่ลดลง
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่ง:** GPM เพิ่มขึ้นจาก 14.30% ในปีก่อน เป็น 18.48% ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หนุนกำไร
* **ต้นทุนสินค้าและบริการลดลง 11.42% YoY:** ต้นทุนรวมลดลง 83.49 ล้านบาท สอดคล้องกับลักษณะงานโครงการที่ลดลง
* **ค่าใช้จ่ายบริหารทรงตัว:** ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายบริหารลดลงเล็กน้อย 1.66 ล้านบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
**ไตรมาส 3 ปี 2566:** บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการรวม 794.62 ล้านบาท ลดลง 6.87% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเพิ่มขึ้น 46.24 ล้านบาท, รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาเพื่อจำหน่ายต่อเพิ่มขึ้น 6.15 ล้านบาท แต่รายได้งานบริการโครงการแบบเหมาลดลง 111.02 ล้านบาท ต้นทุนสินค้าที่ขายและบริการลดลง 11.42% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 14.30% เป็น 18.48% ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหารลดลงเล็กน้อย ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 217.81% เป็น 34.46 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 1.27% เป็น 4.29%
**งวด 9 เดือน ปี 2566:** รายได้จากการขายและบริการรวมอยู่ที่ 2,453.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.94% YoY โดยมีกำไรสุทธิ 101.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.67% YoY อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 2.75% เป็น 4.12%
## โอกาส
* **การเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่าย:** รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเพิ่มขึ้น 46.24 ล้านบาทในไตรมาสนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก
* **การลงทุนในธุรกิจใหม่:** การลงทุนในบริษัทย่อยใหม่ (IB38) ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัท อาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และกำไรในอนาคต
* **การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร:** การซื้อเครื่องจักรและการก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มขึ้น 78.54 ล้านบาท สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของรายได้โครงการ:** รายได้งานบริการโครงการแบบเหมาที่ลดลง 111.02 ล้านบาทในไตรมาสนี้ เป็นลักษณะปกติของธุรกิจโครงการใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้รวมในแต่ละช่วงเวลา
* **อัตราหนี้สินต่อทุนที่เพิ่มขึ้น:** อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 0.83 เท่า เป็น 0.94 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่ต้องติดตามแนวโน้มการก่อหนี้เพื่อการลงทุนในอนาคต
* **การพึ่งพิงเงินกู้ยืมระยะสั้น:** เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 243.52 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในบริษัทย่อย อาจเพิ่มภาระดอกเบี้ยจ่ายหากไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มรายได้งานบริการโครงการ:** การฟื้นตัวหรือความต่อเนื่องของรายได้จากงานบริการโครงการแบบเหมา
* **การบริหารต้นทุนและ GPM:** ความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
* **ผลประกอบการของบริษัทย่อยใหม่ (IB38):** การสร้างรายได้และกำไรจากธุรกิจใหม่ที่บริษัทได้ลงทุนไป
* **การใช้จ่ายลงทุน:** การใช้ประโยชน์จากการซื้อเครื่องจักรและก่อสร้างอาคารโรงงานใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
* **การบริหารจัดการหนี้สิน:** แนวโน้มการก่อหนี้และการบริหารจัดการ D/E Ratio
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล utilization โดยตรง แต่การที่รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเพิ่มขึ้น อาจบ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้นในส่วนนี้
* **Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล order book โดยตรง แต่การที่บริษัทมีเงินมัดจำรับล่วงหน้าค่าสินค้าและบริการในงานโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น บ่งชี้ถึงการมีงานในมือสำหรับโครงการใหม่ๆ
* **ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารไม่ได้กล่าวถึงราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่การที่ต้นทุนสินค้าที่ขายและบริการลดลง อาจสะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ดี หรือการเปลี่ยนแปลงของส่วนผสมของต้นทุน
* **GPM:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 14.30% เป็น 18.48% ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้
* **ส่งออก:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลการส่งออก
* **ค่าเงิน:** เอกสารไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **สินค้าคงคลัง:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลสินค้าคงคลัง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**สินทรัพย์รวม:** ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 อยู่ที่ 2,987.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.30% จากสิ้นปี 2565 โดยมีลูกหนี้การค้าลดลง 88.57 ล้านบาท, เงินมัดจำซื้อเครื่องจักรและค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้น 62.88 ล้านบาทจากการลงทุนในบริษัทย่อยใหม่, และสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 50.47 ล้านบาทจากการซื้อเครื่องจักรและก่อสร้างอาคารโรงงาน
**หนี้สินรวม:** ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 อยู่ที่ 1,464.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.52% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น 243.52 ล้านบาทเพื่อลงทุนในบริษัทย่อย, เจ้าหนี้การค้าลดลง 145.51 ล้านบาท, และหนี้สินที่เกิดจากสัญญาหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 32.60 ล้านบาทจากเงินมัดจำรับล่วงหน้าในงานโครงการใหม่
**ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 อยู่ที่ 1,523.60 ล้านบาท ลดลง 3.80% จากสิ้นปี 2565 โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 100.47 ล้านบาท, จ่ายเงินปันผล 97.49 ล้านบาท, และซื้อหุ้นคืน 59.87 ล้านบาท
**อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio):** เพิ่มขึ้นจาก 0.83 เท่า เป็น 0.94 เท่า
## สรุปท้าย
ASEFA โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 ที่น่าประทับใจด้วยกำไรสุทธิที่เติบโตกว่า 217% แม้รายได้รวมจะปรับลดลง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารต้นทุนสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้จากงานบริการโครงการแบบเหมาจะลดลงตามลักษณะธุรกิจ แต่การเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองและการลงทุนในธุรกิจใหม่ รวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพื่อรองรับการเติบโต เป็นปัจจัยที่น่าจับตา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการรักษา GPM และแนวโน้มรายได้จากโครงการในอนาคต รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่เพิ่มขึ้น เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ ASEFA ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
1,002.23
ล้านบาท
↑ 16.6% YoY
กำไรขั้นต้น
266.54
ล้านบาท
↑ 23.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
26.59
%
กำไรสุทธิ
69.12
ล้านบาท
↑ 29.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
6.90
%
D/E Ratio
1.20
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,002
↑ + 16.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
267
↑ + 23.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
69
↑ + 29.6%
YoY
D/E Ratio
1.20
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — ASEFA
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.20
ROE (%)
11.27
ROA (%)
7.89
Book Value/หุ้น
4.03
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — ASEFA
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+381
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+141
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — ASEFA
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
381.31
-327.73%
|
-167.44
+39.88%
|
-119.70
-20.96%
|
-151.44
-54.58%
|
-333.41
+232.64%
|
-100.23
-276.99%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
140.99
-39.62%
|
233.52
+5,293.07%
|
4.33
-135.64%
|
-12.15
-35.48%
|
-18.83
+25.62%
|
-14.99
-36.35%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-174.43
-391.45%
|
59.85
-70.30%
|
201.52
+4.23%
|
193.35
-42.98%
|
339.12
+234.77%
|
101.30
-13,087.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
347.87
+669.11%
|
45.23
-47.50%
|
86.15
-252.18%
|
-56.61
+330.82%
|
-13.14
-5.67%
|
-13.93
-143.13%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
272.13
+10.04%
|
247.30
+54.27%
|
160.30
+116.84%
|
0.00
-100.00%
|
157.52
+51.33%
|
104.09
+21.50%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
485.30
+78.33%
|
272.13
+10.04%
|
247.30
+54.27%
|
0.00
-100.00%
|
73.93
-53.07%
|
157.52
+51.33%
|