บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
TOG เผชิญความท้าทายจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ มุ่งปรับปรุงภายในและขยายตลาดใหม่ ปี 2568
P/E 9.21 YIELD 6.92 ราคา 6.50 (0.00%)
TOG เผชิญความท้าทายจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ มุ่งปรับปรุงภายในและขยายตลาดใหม่ ปี 2568
สวัสดีนักลงทุนทุกท่าน เข้าสู่การรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 ของบริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีคุณธร ประจักษ์ธรรม (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) และคุณสุพรรณิกา โกมลบุญ (รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกลยุทธ์ธุรกิจและเลขานุการบริษัท) เป็นผู้ให้ข้อมูล
- รายได้ 890 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.3%
- กำไรขั้นต้น 212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4%
- กำไรสุทธิ 93 ล้านบาท ลดลง 13.6%
- EBIT 116 ล้านบาท ลดลง 17.1%
- EBITDA 183 ล้านบาท ลดลง 5.8%
ธุรกิจ TOG มีรายได้จากการขายและการบริการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นในไตรมาส 2 ของปี 2563 ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยในไตรมาสนี้มียอดขายและกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบ QonQ
เมื่อเทียบเฉพาะไตรมาส 1 ของปี 2563 และ 2568 บริษัทสามารถปรับตัวมีแนวโน้มทำยอดขายและกำไรเพิ่มสูงขึ้น
ยอดขายตามภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเลนส์สั่งฝนพิเศษ ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกาเหนือ และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
- อเมริกา 34%
- เอเชีย แอฟริกา 18%
- ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ 27%
- ยุโรป 21%
- เลนส์สั่งฝนพิเศษเฉพาะบุคคล 48%
- เลนส์พลาสติกมูลค่าเพิ่ม 25%
- เลนส์พลาสติกธรรมดา 18%
- ผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ 9%
ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):
ปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการขยายกำลังการผลิต RX ตามแผนปี 2567 เสร็จสิ้น การติดตั้งเครื่องจักรและการเดินเข้าสู่สเกล commercial ได้เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ค่าเสื่อมราคาที่มาจากการลงทุนเพิ่มเติมในปลายปี 2567 จะเริ่มเข้ามารับรู้ในปี 2568 เต็มที่ การเติบโตของ RX เกิดขึ้นได้เนื่องจากส่วนการลงทุนเพิ่มเติม การลงทุนยังคงสอดคล้องกับโอกาสทางธุรกิจในไตรมาสที่ 1 แต่จำนวนที่คาดหวังอาจจะต่ำกว่าแผนที่วางไว้เล็กน้อย เนื่องจากมีความผันผวนที่เกิดขึ้นในระหว่างไตรมาสที่ 1 รวมถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจของผู้ค้าในสหรัฐฯ ที่ได้มีการเปลี่ยนลักษณะการสั่งซื้อ ทำให้บริษัทต้องใช้เวลาในการส่งทีมงาน foot on ground ในประเทศสหรัฐฯ เข้าไปชี้แจงและพูดคุยมากขึ้น ทำให้การอัพยอดล่าช้ากว่าที่แพลนไว้
ในยุโรป สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญมากนัก สิ่งที่บริษัทได้ดำเนินการคือพยายามประคองสภาพความสามารถในการแข่งขันไว้ ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เอเชียแปซิฟิก ก็ยังใกล้เคียงกับแผนอยู่บ้าง พื้นที่หนึ่งที่บริษัทเริ่มให้ความสำคัญคือพื้นที่ของ Middle East North Africa
โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):
บริษัทมองว่า Middle East North Africa เป็น opportunity ของการขยายตลาดในปีนี้
ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):
หลังจากที่ทางประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศ tariff reciprocal tariff ในเดือนเมษายน ก็ได้ทำให้เกิดลักษณะของการสะดุดของวงจรการทำการค้าโลก แม้ว่า tariff ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะโฟกัสไปที่จีนเป็นหลัก และก็เม็กซิโก แคนาดา ส่วนประเทศอื่นๆ จะอยู่ที่ flat rate 10% แต่บรรยากาศในการทำธุรกิจถูกปกคลุมไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้ลักษณะการทำการค้าในไตรมาสที่ 2 ค่อนข้างจะเป็นความท้าทายสูงมาก ว่าจะทำออกมาให้สอดคล้องกับแผนงานได้อย่างไร
แผนการขยายการจัดตั้งโรงงานผลิตในต่างประเทศจะถูกชะลอไปก่อน เพราะสถานการณ์ tariff เองก็ไม่ได้มีความแน่นอน สภาพการค้าโดยรวมก็มีความแน่นอน ดังนั้นบริษัทเลยไม่อยากจะลงทุนขนาดใหญ่ภายใต้ความไม่แน่นอน จะขอให้สถานการณ์ค่อนข้างชัดเจนและก็รู้วิธีการทำการค้าแบบใหม่ขึ้นมาก่อน ถึงจะตัดสินใจที่จะทำอะไรต่อไป
ความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ทันทีที่สงครามการค้าเกิดขึ้น และการตอบโต้ของจีนเกิดขึ้นอย่างไร มันก็เลยมีประเด็นเรื่องเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์เกิดขึ้น และบริษัทก็มองว่านี่เป็น risk ที่มัน arise ขึ้นมา นอกเหนือจากสภาวะทางการค้า ซึ่งตรงนี้อาจจะมี impact ต่อต่อรายได้รวมของบริษัทอยู่ประมาณหนึ่ง ถ้าหากว่าตัว US Dollar เกิด depreciate ไปมากๆ (มากๆ คือ 30 บาทต่อดอลลาร์, 30.5 บาทต่อดอลลาร์) อันนั้นอาจจะเดือดร้อนกันพอสมควร
วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):
บริษัทจะกลับมาโฟกัสเรื่องของการทำปรับปรุงประสิทธิภาพภายในให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และควบคุมต้นทุนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่ที่เปลี่ยนแปลงไป
บริษัทอาจจะต้องปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐอเมริกา เพื่อทำความเข้าใจว่าลักษณะของ tariff reciprocal และกระบวนการทางการค้าทั้งหมด จะ minimize impact อย่างไรได้บ้าง ในประเด็นนี้ยังเป็นลักษณะของ ongoing activity ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเนื่องจากทางนโยบายของประเทศสหรัฐฯ เองก็ยังไม่ได้แน่นอน โดยที่ทางประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออก มาตรการชั่วคราวยกเว้น 90 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการคาดหวังว่าจะมีการเจรจาทางการค้ารายประเทศสำเร็จ และก็ทำให้ทุกประเทศได้รับทราบว่า reciprocal tariff ที่จะถูกกำหนดจากสหรัฐฯ จะเป็นเท่าไร แล้วเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ มีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน
สิ่งที่บริษัทได้ดำเนินการไปแล้ว และก็ยังคงดำเนินการอยู่ ก็คือการทำ hedging เป็นระยะๆ เพื่อที่จะบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของ FX rate
แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):
เมื่อมองจาก demand โดยรวม บริษัทยังเชื่อว่า growth ของธุรกิจ TOG ยังคงจะมีอยู่ และถึงแม้ว่าอาจจะมีความเสี่ยงเรื่อง tariff rate แล้วอาจจะทำให้ growth ของบริษัท ลดลงจาก ที่เราคาดหวังว่าสูงกว่า 10% ต่อปี อาจจะปรับต่ำๆ ลงมาบ้าง แต่ท้ายที่สุดเราก็เชื่อว่าจะเจอ ลักษณะของ capacity เต็ม อย่างช้าที่สุดก็เป็นช่วงประมาณ 3 ปีถัดจากนี้ นั่นก็คือบริษัทเองจะ ยังคงแผน ตั้งโรงงานแห่งใหม่อยู่ เพียงแต่พื้นที่ที่บริษัทจะไปตั้ง จะต้องขอให้บรรยากาศทาง reciprocal tariff settle ลงก่อน
Growth factor ของบริษัทก็ไม่ได้โฟกัส purely ไปที่สหรัฐฯ อีกต่อไป เริ่มมองไปยังพื้นที่อื่น ซึ่งพื้นที่หนึ่งที่เข้าไป develop แล้วคาดหวังว่าในไตรมาสที่ 3 น่าจะเห็นผลสำเร็จ ก็คือพื้นที่ในแอฟริกา ถึงแม้ว่ามีบางประเทศที่ GDP จะต่ำ แต่ก็ยังมีประเทศที่อยู่ในกลุ่ม BRICS และก็เป็น leader อยู่ในภูมิภาคอยู่ ซึ่งก็เป็นประเทศที่เป็น target ของบริษัท หวังว่าทีมงานจะ ทำงานได้ลุล่วง และประสบความสำเร็จ ซึ่งตอนนี้ก็น่าจะใกล้เคียงมากๆ แล้ว
ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): [เริ่ม Q&A นาทีที่ 23:30]
โดยรวม 293 ล้านบาท จะเป็นรายรับหลักมาจาก 2 พื้นที่ คือ สหรัฐอเมริกาประมาณ 60% และแคนาดาประมาณ 40% ส่วน South อเมริกายังมีอยู่ แต่ว่ายังน้อยมาก ซึ่งการ develop ตลาดใน South อเมริกาค่อนข้างจะท้าทาย เพราะว่าเราเข้าไปเจอกับ วัฒนธรรมใหม่ แล้วก็ trade barrier แบบใหม่ แต่ยังไงก็ตาม เราได้เริ่มกระบวนการอัน ทางการค้ากับกลุ่มประเทศใน Latin อเมริกา ไป 2-3 ประเทศแล้ว และเราก็เชื่อว่า จะเป็น learning curve ที่ดีสำหรับพวกเราในอนาคต
ในแง่ของ growth ที่เกิดขึ้นในแคนาดาในไตรมาสที่ 1 สูงมาก เกิดมาจาก คู่ค้าหลักของเรา คือ Specsaver ประสบความสำเร็จในการทำ retail operation ในประเทศแคนาดามาก สามารถที่จะ สร้าง market share ได้ค่อนข้างเยอะ และก็เร็ว ซึ่งเรายังเชื่อว่าความสามารถ Specsaver ใน retail operation เกี่ยวกับ High Value Industry เนี่ย ค่อนข้างจะ มีประสิทธิภาพที่สูงมาก เราก็เลยเชื่อมั่นว่ารายรับที่มาจากทางแคนาดาน่าจะ growth ในปีนี้ต่อ ซึ่ง ในแคนาดา year on year เราประเมินไว้ว่า growth rate จะอยู่ประมาณ 10% Plus
ส่วนของอเมริกาก็เป็นส่วน 60% ซึ่ง โดยรวมในไตรมาสที่ 1 sentiment ของการค้าในอเมริกา มันสวิงอยู่ 2 ลักษณะ ใน ในช่วงแรกก็คือเดือนมกราคม ซึ่งผมได้เดินทางไปเยี่ยมลูกค้าด้วย ทุกคน positive กับ outlook มาก และ โดยเฉพาะคู่ค้า ลูกค้าของ TOG เองในสหรัฐฯ เองเนี่ย ก็ positive กับ opportunity นี้ เพราะว่า ในช่วงเวลานั้นเนี่ยทางทางสหรัฐฯ ได้ประกาศ มาตรการทางภาษีเบื้องต้นกับทางประเทศจีนไปก่อน ประเทศอื่นก็ยังไม่ได้ประกาศ ทุกคนก็ยังเชื่อว่า TOG เองน่าจะมีโอกาสในประเทศสหรัฐฯ สูงมาก
แต่ อย่างไรก็ตาม เมื่อ ประธานาธิบดีทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งนะครับ ได้ประกาศนโยบาย reciprocal tariff ก็ได้ alert market ว่า ให้มีการตุนของ การสั่งของจากประเทศจีนเข้ามา ก่อน แล้วก็รอการประกาศ reciprocal tariff ว่าจะเป็นเท่าไหร่ เพราะ ใน ใน sentiment ตอนนั้นเนี่ย ผู้ค้าทุกคน เชื่อมั่นว่า น่าจะเล่นงานที่จีนประเทศเดียว แต่ทุกคนก็ก็ก็ทราบดีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เป็นไปตามนั้น แต่ อย่างไรก็ตาม sentiment ในไตรมาส ไตรมาส หนึ่ง ก็เลยเป็นลักษณะนั้น ทำให้ การเติบโตในสหรัฐฯ ที่เราคาดหวังในไตรมาสหนึ่ง ตามแผนของเราเนี่ย ค่อนข้างจะต่ำกว่าแผน แต่ว่า อย่างไรก็ตามก็ยัง achieve ได้เหนือกว่า ไตรมาสหนึ่งปีที่แล้ว
ในประเด็นนี้เกิดจาก distribution center ในสหรัฐฯ เนื่องจากลักษณะของสัญญาที่บริษัททำกับทาง Third party logistic company เนี่ย มีการ ปรับราคาขึ้นตามจำนวนปี ที่ตกลงล่วงหน้าว่าหลังจากที่ อยู่กันประมาณ 5 ปีปุ๊บ เขาจะปรับราคาขึ้น ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 จะ impact ต่อการขึ้นราคาตรงนั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว เราเองก็ aware ประเด็นตรงนี้อยู่เพียงแต่ว่า เรายังหา พื้นที่ที่ทดแทน ยัง ได้ไม่ชัด เพราะว่าสิ่งที่เรากังวลก็คือ ลักษณะของ service level ที่เราได้สร้าง มันไว้เนี่ย ถ้าจะย้ายไปที่ใหม่ นะครับ เราต้องมั่นใจว่า service level อย่างน้อยที่สุด ดีกว่าเดิม เท่ากับเดิม หรือดีกว่า นะครับ บริษัทถึงจะย้ายไป แต่ อย่างไรก็ตาม activity ลักษณะนี้เนี่ยยังคงดำเนินงานอยู่ นะครับ เพราะเราต้องการที่จะลด expense กับทาง Third party logistic company ที่สหรัฐฯ ในปัจจุบันลง
ลักษณะของการตั้งโรงงานในต่างประเทศจะยังคง pending ไปก่อนนะครับ เพราะความไม่แน่นอนจาก reciprocal tariff rate เพราะเรา สิ่งที่เรากลัวคือหนีเสือปะจระเข้ หนี ย้ายประเทศปุ๊บเจอ tariff ที่ ที่รุนแรงก็อาจจะทำให้ มีความยากลำบากในการบริหารงานในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเรามองจาก demand โดยรวม เรายังเชื่อว่า growth ของธุรกิจ TOG ยังคงจะมีอยู่ แล้วก็ถึงแม้ว่าอาจจะมีความเสี่ยงเรื่อง tariff rate แล้วอาจจะทำให้ growth ของบริษัท ลดลงจาก ที่เราคาดหวังว่าสูงกว่า 10% ต่อปี อาจจะปรับต่ํา ต่ำลงมาบ้าง แต่ท้ายที่สุดเนี่ยเราก็เชื่อว่าเราจะเจอ ลักษณะของ capacity เต็ม อย่าง ช้าที่สุดก็เป็นช่วงประมาณ 3 ปีถัดจากนี้ นั่นก็คือเราเองจะยังคงแผน ตั้งโรงงานแห่งใหม่อยู่ มี แต่พื้นที่ที่เราจะไปตั้งเนี่ยเราจะต้องขอให้บรรยากาศทาง reciprocal tariff settle ลงก่อน
ขอ ตอบประเด็น คำถามข้อนี้เป็น 2 ลักษณะละกัน ในกรณีที่ worst case นะครับ เราไม่มีรายได้จากอเมริกาเลย จะเกิดอะไรขึ้น นะครับ ก็คือ core ของธุรกิจของเราเนี่ย ก็จะ เอ่อ มีรายได้หายไป 20% ใน จากยอดรายได้รวมของปี 2567 เพราะว่ารายได้จากประเทศสหรัฐฯ มีมูลค่าเท่ากับ 20% นั่นคือ worst case ถ้าเกิดว่า การเจรจาการค้าของรัฐบาลไทยกับรัฐบาล สหรัฐฯ เนี่ย ไม่ได้อยู่ ไม่ได้ทำให้บริษัทที่ เป็นผู้ส่งออก อยู่ในลักษณะของ มีความสามารถในการแข่งขันได้ เราอาจจะจำเป็นต้อง ต้อง give up ตลาดอเมริกา แต่ถ้าหากว่าการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ แล้วก็สามารถสร้าง เอ่อ มุมการแข่งขันให้กับบริษัทในประเทศไทย ได้นะครับ เราก็ยังเชื่อว่าโอกาสในการเติบโตในประเทศสหรัฐฯ เนี่ย ยังคงมีอยู่ จากโอกาสทางการตลาดที่เราได้ ได้ ได้เจอ นะครับ แล้วก็ reflection ของ ลักษณะของการ คอร์สตัว reciprocal tariff 90 วันเนี่ย เอ่อ ผมเข้าใจว่าผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คนก็ได้ได้แชร์ออกมาแล้วว่า มันเป็นการสื่อ นัยยะของ ประเทศสหรัฐฯ ว่า มีจุดประสงค์ต้องการ attack ไปที่ประเทศจีนเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ เนี่ย เขาก็จะเก็บ ภาษีเพิ่มอยู่ดี เพราะเขามีปัญหาเรื่องงบประมาณปิดไม่ลง ดังนั้น เราก็เชื่อว่าหลังจากที่ เหตุการณ์มันเริ่มสงบเนี่ย หรือว่าเริ่ม stable ประมาณได้ว่า ทุกประเทศที่ทำการค้า กับสหรัฐฯ นะครับ ก็จะ เจอ tariff rate แน่ๆ ซึ่งค่าๆ หนึ่ง ซึ่งอย่างข่าวล่าสุดที่ ทาง สํานักข่าวในอเมริกา ได้รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประสบความสำเร็จในการเจรจากับ ประเทศอังกฤษนะครับ ก็จะค้นพบว่ายังคงเจอ tariff rate อยู่ที่ 10% Basic อยู่ นะครับ ของไทยอาจจะมากกว่า 10% แต่ โดยรวมผมเชื่อว่าจีนอาจจะโดนเยอะที่สุดนะครับ ถ้าหากว่าการเจรจาระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เนี่ย เอ่อ ไม่สามารถหาจุดลงตัวที่ดี ซึ่งกันและกันได้ ซึ่ง ซึ่งโดยรวมในลักษณะการแข่งขันเนี่ย เอ่อ ผม ผม จะชี้แจงเพิ่มเติ ว่า ลักษณะของอุตสาหกรรมเลนส์ตาเนี่ย ภาษีที่ 25% ไทยนะครับ เรา รัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ เนี่ยเจอ unfavourable แต่อาจจะไม่ได้ โดนใช้ 36% Let's say โดนใช้ 15% นั่นoverall tax rate ก็ยังอยู่ เราจะอยู่ที่ 17% ก็ยังมี ยังมีแต้มต่อคือคือไม่เปรียบเทียบกับเม็กซิโกกับจีนเนี่ย ยังมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าอยู่ นะครับ เพราะทำ ก็ ก็เลยทำให้บริษัทเองเนี่ยยังคงโฟกัสว่าอเมริกายังเป็น growth area ของเราเพียงแต่ความไม่แน่นอนตอนนี้เข้ามาอยู่ ในลักษณะของ impact ชั่วคราว หลังจากที่กระบวนการทางการค้า กับนโยบายทางสภา ทางรัฐบาลสหรัฐฯ เนี่ยเริ่มเริ่ม เริ่ม ลง เริ่มลงตัวกันเมื่อไหร่ปุ๊บเนี่ยเราจะเห็น แพลตฟอร์มการแข่งขันอีก อีกอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งตรงนั้นเราก็เชื่อว่าเรามีโอกาส
จากการที่ปรึกษา และก็พูดคุยกับทาง supplier ของเราในสหรัฐฯ ก็ยืนยันว่าคอร์สนี้ใช้ได้จริง แล้วก็มี tariff เอ่อมีมี HS code ก็คือ Custom code ระหว่างกัน เพื่อ เพื่อ เพื่อที่จะเคลียร์กับทาง CBP คือ Custom border protection เรียบร้อยนะครับ document ถูกจัดเตรียมแล้ว รวมทั้ง certification ที่มาจาก supplier สหรัฐฯ ก็ถูกจัดเตรียมแล้ว ประเด็นปัญหาจะอยู่ที่ กระบวนการของ CBP ในปัจจุบันเนี่ย ยังไม่สามารถที่จะระบุออกมาได้ชัดว่าเขาจะดำเนินการในรูปแบบใด อันเนื่องจากว่า workload ที่ CBP ได้รับในตอนนี้นะค่อนข้างสูง แล้วไม่ยัง ยังไม่สามารถที่จะลงรายละเอียดในประเด็นของเราได้นะครับ ถามว่าในกระบวนการ หรือคำสั่ง executive order และก็สิทธิประโยชน์ที่เราสามารถเคลมได้ทุกอย่าง เขา เขา cross หมด แล้วก็รวมถึง legal entity ที่เราเข้าไปปรึกษาใน ประเทศสหรัฐฯ เองก็ยืนยันว่าถูกต้องหมดนะครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ไม่มั่นใจคือกระบวนการที่เรานำไปใช้อย่างไร นะครับ ต้องรอนิดนึง นะครับรอให้ CBP เริ่มตั้งตัวได้ก็ แล้วก็เริ่ม เอ่อ เคลียร์ หรือทำ clarification เกี่ยวกับประเด็นตรงนี้ออกมา ซึ่ง ซึ่ง ซึ่งเรายังติดตามต่อไปอยู่ legal entity ของเราที่ อยู่สหรัฐฯ เองก็ช่วยติดตามในประเด็นนี้อยู่ นะครับยังตอบไม่ได้ว่า ถ้า หากว่า CBP พร้อมใช้เมื่อไหร่ เราก็ submit แล้วก็ดำเนินการ ตามข้อกำหนดของ CBP ได้เลย
ในภาพรวม ลูกค้าในสหรัฐฯ เริ่ม ปรับตัว อย่างจริงจังนะครับ ในประเด็นของ tariff นะครับ โดยเฉพาะ ถ้าหากว่าจะยังคงสั่งซื้อสินค้าจากจีนอยู่ ก็จะมีการเจรจา ว่า tariff ก้อนนี้ จะถูกแบกรับด้วยใครในสัดส่วนอย่างไร ส่วนการ shift order จากจีน มายังประเทศไทยมี 2 ลักษณะ การ shift ละกันเป็น การ shift order การ shift จากจีนมายังประเทศไทยมี 2 ลักษณะ ครับ shift ที่หนึ่งก็คือ shift manufacturing base ก็คือมีการจัดตั้งโรงงานจากประเทศจีนในเมืองไทยอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีการพูดคุยแม้กระทั่งจะย้ายเครื่องจักรจากจีนมาตั้งในไทย นะครับเพื่อที่จะ หนีประเด็นของ reciprocal tariff อันนี้เราเห็น activity ตรงนี้อยู่นะครับ กับอีกประเด็นนึงก็คือ เอ่อ ลูกค้าในสหรัฐฯ บางคน หลายๆ คน ผมพูดงี้หลายๆ คนเนี่ยเริ่มมีการสอบถามพูดคุยรายละเอียดกับ เอ่อ การทำ ธุรกิจกับ TOG นะครับ ซึ่งสิ่งที่ทุกคนยัง เอ่อ เป็นข้อกังวลใจก็คือความไม่แน่นอนในเรื่องของ rate reciprocal tariff นะครับว่าจะเจอกันที่เท่าไหร่ นะครับ ก็เลยทำให้การพูดคุยเนี่ย มันเหมือนจะลงตัวแต่มันก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะ เพราะ เพราะลักษณะของ tariff rate เป็น เป็นปัจจัยนึงที่เป็น variable อยู่ นะครับ ถึงแม้ว่าตัวบริษัทเองจะสามารถที่จะเจรจาลดความเสี่ยงโดยการใช้เทอม FOB ก็ตาม นะครับ แต่ว่าผู้นำเข้าเองเนี่ย ก็ เห็นว่า reciprocal tariff rate ยังคงเป็น variable อยู่ นะครับก็เลยยังไม่สามารถที่จะ secure deal ได้ อย่างที่ ใจหวังนะครับพูดอย่างงี้ แต่ว่า opportunity arise ขึ้นมาเยอะมากนะครับเยอะๆ เยอะมากจริงๆ แล้วก็เป็นจุดที่ เราแค่รอเวลาว่า ถ้าทุกอย่างวัน เริ่มชัดเจนนะ ลงตัว เราก็สามารถที่จะกำหนด วิธีการทำธุรกิจ ในสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น แต่ อย่างไรก็ตามนะครับเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงในปีนี้นะครับ ตัว growth factor ของบริษัทเนี่ย ก็ ไม่ได้โฟกัส purely ไปที่สหรัฐฯ อีกต่อไป เราเริ่มมองไปยังพื้นที่อื่นนะครับ ซึ่งพื้นที่หนึ่งที่เราเข้าไป develop แล้วเราก็คาดหวังว่าในไตรมาสที่ 3 น่าจะเห็นผล สัมฤทธิ์ ก็คือพื้นที่ในแอฟริกานะครับถึงแม้ว่า เอ่อ มีบางประเทศที่ เอ่อ GDP จะต่ำ แต่ว่าก็ยังมีประเทศที่อยู่ในกลุ่ม BRICS แล้วก็เป็น leader อยู่ในภูมิภาคอยู่ นะครับ ซึ่งก็เป็นประเทศที่เป็น target ของเรา นะครับก็หวังว่า ทีมงานจะ ทำงานให้ลุล่วงและประสบความสำเร็จนะครับซึ่งตอนนี้ก็ ก็น่าจะใกล้เคียงมากๆ แล้ว นะครับ เอ่อในภาพใหญ่ก็เลยทำให้ เอ่อ อะๆ ลักษณะของการประกอบการในปีนี้เนี่ยถึงแม้จะมีความเสี่ยง อย่าง สิ่งที่เราคิดว่าเราต้องปรับเป้าแน่ๆ คือ growth growth rate นะครับซึ่งเดิมเนี่ยเราเคยเคย เคยประเมินว่า 10-12% growth นะครับ เราอาจจะจำเป็นต้องปรับเป้ามาเหลือ 5-8% เป็น conservative rate ไปก่อนเพราะว่าความไม่แน่นอนทางการค้านี้สูงมาก นะครับในขณะเดียวกันในความไม่แน่นอนมันก็มีโอกาสซ่อนอยู่ นะครับเราก็เลยเชื่อว่า มันยังมี growth area ที่บริษัทสามารถเข้าไปแทรก เพื่อทำให้ เอ่อ การทำธุรกิจของเราเนี่ยเติบโตขึ้นมาได้อยู่นะครับ เอิ่ม ส่วนกระ operation ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้เนี่ยเราก็ต้องยอมรับว่ามันก็ยังมี investment ส่วนนึงที่ยังไม่สามารถ utilized ได้ตามแพลนก็คือในกลุ่ม RX นะครับ ซึ่งจริงๆ แล้วภาพในไตรมาสที่ 1 ค่อนข้างชัดนะครับ รายได้สูงขึ้น profit สูงขึ้น แต่ว่าเมื่อโดน EBIT EBITDA และมาถึง net profit เนี่ยทุกอย่าง drop ลงหมดนะครับ นั่นหมายความว่า เอ่อ ไม่ว่าจะเป็นภาระจากดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นภาระมาจาก depreciation เครื่องจักรนะครับ รายได้ที่เติบโตยังไม่พอ นะครับเราซึ่งจริงๆ แล้วความสามารถในการเติบโตเนี่ย ในตอนที่ทำแผนสูงกว่านี้เยอะนะครับ เอ่อแต่แต่พอเจอสภาพตรงนี้เราอาจจะต้องรอ เวลาอีกนิดนึงนะครับถึงจะทำให้ investment ตัวนี้เนี่ย สามารถ utilized ได้ในที่สุดแต่เราก็ยังเชื่อมั่นว่า ธุรกิจของบริษัทเองเนี่ยมันก็ไม่ได้ เค้าเรียกว่าอะไรถึงแม้ไม่มีอเมริกาขาดออกไปปุ๊บตัว core business ของบริษัทก็ยังคงอยู่แล้วก็ทำรายได้มีกำไรอยู่ค่อนข้างแข็งแกร่งและมั่นคงนะครับ ถ้าหากว่ามีอเมริกาเข้ามา เอามาถึงหนึ่งส่วนหนึ่งของแพลน ก็อาจจะทำให้ อ่าการเติบโตของบริษัทมีค่าประมาณนึงแต่ อาจจะไม่ชนะ depreciation ที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากว่ามันเอิญครึ่งนึงหนึ่งแพลง นะครับ เราก็เชื่อมั่นว่ามันก็สามารถที่จะทำให้บริษัท ก้าวข้ามไปอยู่อีกสเตจหนึ่งได้
คำถามสำหรับการประชุมวันนี้มี 8 ข้อ เข้มข้นมากเกี่ยวกับภาษีตอบโต้ของอเมริกานะคะ ก็ขอบคุณคุณธรมากเลยนะคะที่ให้ความกระจ่าง ตอบคำถามได้ชัดเจนเลย หวังว่านักลงทุนที่มีความกังวลในส่วนนี้อยู่ น่าจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นนะคะ แล้วก็มองภาพการเติบโตแล้วก็ การกระทบความเสี่ยงต่างๆ น่าจะดีมากขึ้น นะคะ
สรุปโดยรวม ถึงแม้ TOG จะเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่บริษัทก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน ขยายตลาดใหม่ และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
**ชื่อหัวข้อคำถามและคำตอบ:**