เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SST เผยผลประกอบการ Q2/2569 ขาดทุนสุทธิ 246 ล้านบาท กดดันจากกำลังซื้อชะลอตัวและการปิดสาขา
ข่าวสาร

SST เผยผลประกอบการ Q2/2569 ขาดทุนสุทธิ 246 ล้านบาท กดดันจากกำลังซื้อชะลอตัวและการปิดสาขา

SST P/E -100.00 YIELD 0.00
82 นาที 08:46 น. 0 ความเห็น

รายได้ธุรกิจอาหารและเสื้อผ้าหดตัวแรง พร้อมรับรู้รายการด้อยค่าสินทรัพย์ฉุดกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SST รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 โดยมีผลขาดทุนสำหรับงวด 246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90 ล้านบาท หรือ 58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 156 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากรายได้ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเสื้อผ้าที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว รวมถึงการบันทึกรายการด้อยค่าและค่าใช้จ่ายจากการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามทิศทางการฟื้นตัวของรายได้หลักในระยะถัดไป

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญของผลประกอบการที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ คือ "การหดตัวของรายได้ในธุรกิจหลัก" ควบคู่ไปกับ "ภาระค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรับโครงสร้างสาขา" ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน

1) หัวใจคืออะไร

ปัจจัยหลักมาจากรายได้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลง 296 ล้านบาท (-26% YoY) และธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ลดลง 34 ล้านบาท (-25% YoY) ประกอบกับการบันทึกค่าใช้จ่ายอื่นจำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นการบันทึกด้อยค่าร้านอาหารและตัดจำหน่ายทรัพย์สิน/สัญญาเช่าจากการปิดสาขาที่ขาดทุน ทำให้ผลขาดทุนสุทธิขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • กำลังซื้ออ่อนแอ: ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ยอดขายในธุรกิจอาหารและเสื้อผ้าลดลงอย่างมาก
  • การปรับโครงสร้างธุรกิจ: บริษัทตัดสินใจปิดสาขาที่มียอดขายต่ำและขาดทุน เพื่อลดภาระในระยะยาว แม้จะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายพิเศษ (One-time expense) ในไตรมาสนี้ทันที 100 ล้านบาท
  • ต้นทุนทางการเงิน: มีการเพิ่มขึ้น 14 ล้านบาท (+12% YoY) จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในช่วงที่มีการคาบเกี่ยวกับหุ้นกู้ชุดเดิมก่อนการไถ่ถอน

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีลักษณะเป็นรายการครั้งคราวและต้องติดตามสถานการณ์: การบันทึกด้อยค่าและค่าใช้จ่ายจากการปิดสาขาเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งอาจลดลงในอนาคตหากการปิดสาขาเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักที่ยังต้องติดตามคือ "การฟื้นตัวของรายได้" จากธุรกิจอาหารและเสื้อผ้า ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

Highlight สำคัญ

  • รายได้รวมลดลง: ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มรายได้เหลือ 834 ล้านบาท (-26% YoY) และธุรกิจเสื้อผ้าเหลือ 102 ล้านบาท (-25% YoY)
  • ธุรกิจคลังสินค้าทรงตัว: รายได้จากการให้บริการคลังสินค้าและท่าเทียบเรืออยู่ที่ 171 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน
  • ค่าใช้จ่ายพิเศษ: บันทึกด้อยค่าร้านอาหารและตัดจำหน่ายทรัพย์สินจากการปิดสาขา 100 ล้านบาท
  • ต้นทุนทางการเงิน: เพิ่มขึ้นเป็น 135 ล้านบาท จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่
  • ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม: ปรับตัวดีขึ้นเป็น 26 ล้านบาท (+44% YoY) เนื่องจากปีก่อนมีการบันทึกขาดทุนจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์

ภาพรวมผลประกอบการ

ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ยกเว้นคลังสินค้าที่ยังคงระดับเดิมไว้ได้ การขาดทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลรวมจากการลดลงของยอดขายและค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรับโครงสร้างสาขา แม้จะมีการบริหารจัดการต้นทุนขายได้ดีขึ้นในบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่หายไป

โอกาส

  • การปรับโครงสร้างสาขา: การปิดสาขาที่ขาดทุนจะช่วยลดภาระต้นทุนดำเนินงานในระยะยาว
  • ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: มีแนวโน้มที่ดีขึ้นหลังจากไม่มีผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์เหมือนปีก่อน

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ: ความเสี่ยงหลักที่กระทบต่อรายได้ธุรกิจอาหารและเสื้อผ้า
  • ภาระหนี้สิน: อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 3.10 เท่า จาก 2.76 เท่า ณ สิ้นปี 2568
  • ต้นทุนทางการเงิน: ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการออกหุ้นกู้

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. ทิศทางยอดขายสาขาที่เหลืออยู่ว่าจะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่
  2. ความสำเร็จในการลดต้นทุนหลังการปิดสาขาที่ขาดทุน
  3. การบริหารจัดการกระแสเงินสดเพื่อรองรับภาระหนี้สินและดอกเบี้ย
  4. การเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในไตรมาสถัดไป

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

ในส่วนของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัทได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงอย่างชัดเจน แม้บริษัทจะพยายามบริหารจัดการต้นทุนขายให้ลดลงตามยอดขาย (สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงจาก 33.8% เหลือ 31.2%) แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังคงเป็นภาระหนัก โดยเฉพาะการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่ปิดดำเนินการ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการ "ตัดเนื้อร้าย" ของธุรกิจเพื่อหวังผลในระยะยาว

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 5,780 ล้านบาท ลดลง 8% จากสิ้นปี 2568 และมีหนี้สินรวม 4,371 ล้านบาท ลดลง 5% โดยการลดลงของทั้งสินทรัพย์และหนี้สินเป็นผลมาจากการบันทึกด้อยค่าทรัพย์สินและการชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วน

สรุปท้าย

SST ในไตรมาส 2/2569 อยู่ในช่วงของการปรับตัวเชิงโครงสร้างผ่านการปิดสาขาที่ขาดทุน แม้จะส่งผลให้เกิดผลขาดทุนสุทธิที่สูงขึ้นในระยะสั้น แต่เป็นความพยายามในการลดภาระต้นทุนคงที่ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางรายได้หลักของบริษัทในอนาคต นักลงทุนควรจับตาดูว่าการปรับโครงสร้างนี้จะส่งผลบวกต่ออัตรากำไรในไตรมาสถัดไปได้มากน้อยเพียงใดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ยังไม่มีความคิดเห็น