STPI พลิกขาดทุน 22 ล้านบาทใน Q2/2569 กดดันจากส่วนแบ่งขาดทุนโครงการโรงไฟฟ้าลมและรายการพิเศษ
ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยฤดูกาลในธุรกิจพลังงานและค่าใช้จ่ายครั้งเดียวจากการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน
บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 โดยมีรายได้จากการดำเนินงาน 959 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทพลิกเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 22 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไร 83 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 โดยได้รับผลกระทบจากส่วนแบ่งขาดทุนของบริษัทร่วมที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายจากการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินและภาระภาษีที่ปรับตัวสูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ STPI พลิกจากกำไรเป็นขาดทุนในไตรมาสนี้ คือ "ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม (โครงการ Monsoon)" และ "รายการค่าใช้จ่ายครั้งเดียวจากการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน" ซึ่งเข้ามาหักล้างการฟื้นตัวของรายได้จากธุรกิจรับจ้างผลิต
- หัวใจคืออะไร: ปัจจัยหลักคือส่วนแบ่งขาดทุนจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon (ประเทศลาว) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านบาท (จาก 20 ล้านบาทในปีก่อน) และผลขาดทุนจากการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินของบริษัทย่อยจำนวน 59.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time expense)
- ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ในส่วนของโครงการ Monsoon ซึ่งเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ไตรมาสนี้เผชิญกับ "ปัจจัยด้านฤดูกาล" ที่มีกระแสลมค่อนข้างน้อย ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน ส่วนการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินนั้น ฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อลดภาระผูกพันตามสัญญาระยะยาว แม้จะมีเงินคืนจากการเลิกสัญญา 34 ล้านบาท แต่ก็มีผลขาดทุนทางบัญชีเกิดขึ้น
- จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
- ส่วนแบ่งขาดทุนจากโครงการ Monsoon: มีลักษณะเป็นปัจจัยด้านฤดูกาล (Seasonal) ซึ่งขึ้นอยู่กับความเร็วลมในแต่ละช่วงเวลา จึงอาจมีความผันผวนในแต่ละไตรมาส
- ค่าใช้จ่ายจากการยกเลิกสัญญาเช่า: เป็นรายการครั้งเดียว (One-time) จะไม่เกิดขึ้นอีกในรอบถัดไป
- ภาพรวม: ผลประกอบการในส่วนของบริษัทร่วมยังคงต้องติดตามความสามารถในการทำกำไรของโครงการ Monsoon ในช่วงที่มีกระแสลมปกติ ส่วนธุรกิจรับจ้างผลิตมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการบรรลุข้อตกลงค่าเร่งงานกับลูกค้า
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการรับจ้างผลิต: เติบโตโดดเด่น 54% YoY อยู่ที่ 735 ล้านบาท จากการส่งมอบงานโมดูลให้ลูกค้าหลัก
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ปรับตัวดีขึ้นในส่วนงานรับจ้างผลิตเป็น 29% (จาก 19% ในปีก่อน) จากการเจรจาค่าเร่งงานได้สำเร็จ
- กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน: พลิกกลับมาเป็นกำไร 21 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 87 ล้านบาทในปีก่อน
- ค่าใช้จ่ายบริหาร: ลดลง 19% YoY เหลือ 80 ล้านบาท แม้จะมีค่าซ่อมแซมโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเพิ่มขึ้น
- ภาษีเงินได้: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 8 ล้านบาท เป็น 46 ล้านบาทในไตรมาสนี้
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวม 959 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่กำไรสุทธิพลิกเป็นขาดทุน 22 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายพิเศษจากการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน รวมถึงภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น แม้ธุรกิจรับจ้างผลิตจะมีการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้ที่ดีขึ้นก็ตาม
โอกาส
- การเริ่มดำเนินการของงานบริการรื้อถอนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ลงนามสัญญาช่วงต้นปี 2569 ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3/2569
- การเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ซึ่งบริษัทได้เริ่มซ่อมแซมและเตรียมความพร้อมแล้ว
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของกระแสลมในโครงการ Monsoon ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อส่วนแบ่งกำไร/ขาดทุนของบริษัท
- ภาระค่าใช้จ่ายที่ปรึกษากฎหมายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
- ความเสี่ยงจากปริมาณงานในมือ (Backlog) ที่อาจไม่เต็มกำลังการผลิต ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายโรงงานที่ไม่ได้ปันส่วนเข้าต้นทุนเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ผลการดำเนินงานของโครงการ Monsoon ในไตรมาสถัดไปว่าจะมีกระแสลมดีขึ้นหรือไม่
- ความคืบหน้าของงานบริการรื้อถอนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่จะเริ่มในไตรมาส 3
- การเปิดดำเนินการขายไฟเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าขยะชุมชน
- แนวโน้มค่าใช้จ่ายที่ปรึกษากฎหมายที่จะเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ธุรกิจรับจ้างผลิต (โมดูล) เป็นรายได้หลักที่เติบโตได้ดีจากการส่งมอบงานและการเจรจาค่าเร่งงาน ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (รายได้จากการเช่า) ยังคงทรงตัวที่ 35 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนการให้เช่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 15% YoY สะท้อนถึงการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ต้องติดตามความคุ้มค่าในระยะยาว
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
บริษัทมีการบริหารจัดการภาระผูกพันระยะยาวผ่านการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน ซึ่งแม้จะส่งผลกระทบต่อกำไรในไตรมาสนี้ แต่เป็นการลดภาระผูกพันในอนาคต โดยได้รับเงินคืนจากการเลิกสัญญา 34 ล้านบาท
สรุปท้าย
STPI ในไตรมาส 2/2569 ได้รับผลกระทบจากรายการพิเศษและส่วนแบ่งขาดทุนจากโครงการโรงไฟฟ้าลม Monsoon ทำให้ผลประกอบการพลิกเป็นขาดทุน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักคือการรับจ้างผลิตยังคงมีความแข็งแกร่งด้วยรายได้ที่เติบโตและอัตรากำไรที่ดีขึ้น นักลงทุนควรจับตาการรับรู้รายได้จากงานใหม่ในไตรมาส 3 และความสามารถในการทำกำไรของโครงการพลังงานทดแทนในช่วงที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยมากขึ้น