FVC พลิกกำไรสุทธิ 4.41 ล้านบาทใน Q2/2569 รับอานิสงส์รายได้กลุ่มพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรมหนุน
รายได้รวมโต 10.15% YoY รับแรงส่งจากธุรกิจพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ฝ่ายจัดการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อความยั่งยืน
บริษัท ฟิลเตอร์ วิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FVC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 111.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานต่อเนื่องอยู่ที่ 4.41 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 0.28 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 ทั้งนี้ ผลประกอบการรวมได้รับผลกระทบจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขายของกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ (KTMS) จำนวน 105.93 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ยกเลิก
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ การเติบโตของรายได้ในกลุ่มธุรกิจพาณิชย์และที่พักอาศัย (B2) และการรับรู้รายได้จากการโอนที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม (B4) ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม (B1) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- กลุ่ม B2 (พาณิชย์และที่พักอาศัย): รายได้เติบโต 11.42% จากกำลังซื้อภาคการบริโภคที่ฟื้นตัวและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มมีการขยายสาขาและเปิดแบรนด์ใหม่ ทำให้ FVC มีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่และงานบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)
- กลุ่ม B4 (นิคมอุตสาหกรรม): มีการโอนที่ดินในโครงการนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ (ลำพูน) เฟส 1 ให้กับลูกค้า ส่งผลให้รับรู้รายได้เข้ามาในไตรมาสนี้
- แรงกดดัน: กำไรขั้นต้นรวมได้รับผลกระทบจากการจัดทำงบการเงินรวมกับ WIE ซึ่งมีต้นทุนส่วนเพิ่มจากการประเมินมูลค่ายุติธรรม ณ วันซื้อเงินลงทุน รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการบริหารและภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นจากการขายที่ดินในนิคมฯ
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
- มีโอกาสต่อเนื่อง: ในส่วนของกลุ่ม B2 มีลักษณะรายได้หมุนเวียน (Recurring Income) จากสัญญาบำรุงรักษา PM ที่ลูกค้าทำต่อเนื่อง ส่วนกลุ่ม B1 แม้จะชะลอตัวแต่บริษัทได้รับคำสั่งซื้อสินค้าและงานโครงการที่คาดว่าจะทยอยส่งมอบและรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อย่างไรก็ตาม การโอนที่ดินในนิคมฯ (B4) เป็นรายการที่ขึ้นอยู่กับจังหวะการขายและโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขายและบริการไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 111.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.15% YoY
- กำไรจากการดำเนินงานต่อเนื่อง 4.41 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 0.28 ล้านบาทในปีก่อน
- กลุ่มธุรกิจ B2 (พาณิชย์) เป็นรายได้หลัก คิดเป็นสัดส่วน 82.63% ของรายได้รวม
- รับรู้ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย (KTMS) จำนวน 105.93 ล้านบาท
- บริษัทมีแผนขยายสาขาและเพิ่มเครื่องไตเทียมในกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมเติบโตขึ้นจากความต้องการในกลุ่มพาณิชย์และที่พักอาศัยที่ฟื้นตัว แม้กลุ่มอุตสาหกรรม (B1) จะยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากขนาดโครงการที่เล็กลง แต่บริษัทสามารถรักษาฐานรายได้ Trading ไว้ได้ โดยภาพรวมกำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษีเพิ่มขึ้นถึง 227.32% YoY
โอกาส
- การขยายฐานลูกค้ากลุ่มพาณิชย์ใน Segment อื่นๆ นอกเหนือจากร้านอาหารเดิม
- การพัฒนาระบบ Software ใหม่เพื่อสนับสนุนงานบริการซ่อมบำรุงให้มีประสิทธิภาพ
- การขยายสาขาและเพิ่มเครื่องไตเทียมของกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ (KTMS และ NEP) ตามแผนงานครึ่งปีหลัง
ความเสี่ยง
- สภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้ยอดขายต่อสาขาของลูกค้าลดลง
- ความผันผวนของโครงการขนาดใหญ่ในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม (B1)
- ผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินของบริษัทในกลุ่ม (WIE)
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าการโอนที่ดินในโครงการนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ (ลำพูน) เฟส 1 และการพัฒนาเฟส 2
- การบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการทำกำไรในกลุ่มธุรกิจ B1 ภายใต้กลยุทธ์ "Agility & Stability"
- ความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มพาณิชย์และงานบริการ PM
- สถานะของกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ (KTMS) หลังการจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
กลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ (B3) ยังคงเป็นส่วนงานที่บริษัทให้ความสำคัญในการขยายตัว โดยปัจจุบันมีหน่วยไตเทียมรวม 37 สาขา (KTMS) และมีแผนเพิ่มเครื่องไตเทียมอีกในครึ่งปีหลัง ขณะที่กลุ่มธุรกิจพาณิชย์ (B2) มุ่งเน้นการเป็น Total Solutions Provider เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงจากงานบริการบำรุงรักษา
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
สินทรัพย์รวม ณ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2,742.14 ล้านบาท ลดลง 8.41% จากสิ้นปี 2568 ส่วนหนึ่งจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย หนี้สินรวมลดลง 10.75% จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวและรายได้รับล่วงหน้าที่ลดลงจากการส่งมอบที่ดิน
สรุปท้าย
FVC แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่ชัดเจนผ่านการเติบโตของรายได้ในกลุ่มธุรกิจพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม แม้จะมีรายการพิเศษจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขายของกลุ่ม KTMS มากดดันกำไรสุทธิรวม แต่การดำเนินงานต่อเนื่องของบริษัทเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ประจำ (Recurring Income) ในกลุ่มงานบริการบำรุงรักษา และแผนการขยายธุรกิจในครึ่งปีหลังที่มุ่งเน้นความคล่องตัวและการบริหารจัดการต้นทุนเป็นสำคัญ