AJ พลิกทำกำไรสุทธิ 144.66 ล้านบาทใน Q2/2569 รับอานิสงส์ราคาขายเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้น
รายได้จากการขายปรับตัวดีขึ้นตามราคาตลาด แม้ปริมาณขายลดลงจากการบริหารจัดการวัตถุดิบในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
บริษัท เอ.เจ.พลาสท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AJ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ที่ 144.66 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนในไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้รวมอยู่ที่ 2,018.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.04% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้บริษัทจะเผชิญกับข้อจำกัดด้านอุปทานวัตถุดิบที่ตึงตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณขายโดยรวมลดลง แต่การปรับราคาขายเฉลี่ยขึ้นอย่างรวดเร็วสามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวและผลักดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นกำไรในไตรมาสนี้ คือ "การปรับราคาขายเฉลี่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว" เพื่อตอบสนองต่อภาวะตลาดและต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน โดยราคาขายเฉลี่ยในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวสูงขึ้นถึง 51.39% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 39.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พลิกกลับมาอยู่ที่ 16.69% จากเดิมที่เคยติดลบในไตรมาส 2/2568 และอยู่ที่ 5.85% ในไตรมาสก่อนหน้า
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
กลไกหลักเกิดจากภาวะอุปทานวัตถุดิบที่ตึงตัวและผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทต้องบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการภายในประเทศเป็นลำดับแรก และงดการจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศชั่วคราว ส่งผลให้ปริมาณขายลดลง 27.51% QoQ แต่การที่บริษัทสามารถปรับราคาขายขึ้นได้ในอัตราที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้กำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 229.69 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและภาวะตลาด หากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตแต่บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นตามได้ทันท่วงที อาจเกิดความเสี่ยงจากการถือครองวัตถุดิบที่มีต้นทุนสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสถัดไปได้
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: พลิกเป็นกำไร 144.66 ล้านบาท (เทียบกับขาดทุน 99.72 ล้านบาทใน Q1/2569)
- รายได้จากการขาย: อยู่ที่ 1,995.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.74% QoQ และ 1.96% YoY
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 16.69% จาก 5.85% ในไตรมาสก่อน
- ปริมาณขาย: ลดลงเหลือ 29,795 ตัน (-27.51% QoQ) จากการจำกัดการขายเพื่อเน้นตลาดในประเทศ
- EBITDA: อยู่ที่ 357.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 228.93% QoQ
ภาพรวมผลประกอบการ
ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในทุกมิติของกำไร โดยรายได้รวม 2,018.78 ล้านบาท ได้แรงหนุนหลักจากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ปริมาณขายจะลดลงจากการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ในช่วงวิกฤตวัตถุดิบ ส่งผลให้ต้นทุนขายลดลงตามปริมาณที่ลดลง และทำให้บริษัทสามารถทำกำไรขั้นต้นได้ถึง 336.99 ล้านบาท
โอกาส
- การบริหารจัดการราคาขายที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ตลาด ช่วยให้บริษัทรักษาความสามารถในการทำกำไรได้แม้ในภาวะที่อุปทานวัตถุดิบตึงตัว
- การให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศช่วยสร้างความมั่นคงของรายได้ในภาวะวิกฤต
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่อาจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ความเสี่ยงจากการถือครองวัตถุดิบต้นทุนสูงหากราคาขายในตลาดไม่ปรับตัวตาม
- ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางราคาวัตถุดิบในตลาดโลก
- ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน (Pass-through) ไปยังราคาขายในไตรมาสถัดไป
- การฟื้นตัวของปริมาณขายหากสถานการณ์อุปทานวัตถุดิบคลี่คลาย
- ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลต่อกำไร/ขาดทุนจากสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
บริษัทเน้นการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและวัตถุดิบอย่างเข้มงวด โดยเลือกที่จะลดปริมาณขายต่างประเทศเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานในประเทศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยปกป้องอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายที่ลดลง 16.48% YoY สอดคล้องกับปริมาณขายที่ลดลง สะท้อนถึงการปรับตัวของโครงสร้างต้นทุนตามปริมาณการผลิตจริง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ในไตรมาสนี้บริษัทไม่มีรายการขาดทุนจากการยกเลิกสัญญาซื้อเครื่องจักรเหมือนไตรมาสก่อนหน้า (ซึ่งเคยมีผลกระทบ 9.18 ล้านบาท) ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวมมีความแข็งแกร่งขึ้นทั้งในแง่ EBITDA และกำไรสุทธิ
สรุปท้าย
AJ สามารถพลิกฟื้นผลประกอบการได้อย่างโดดเด่นในไตรมาส 2/2569 โดยมีหัวใจสำคัญคือการปรับราคาขายเฉลี่ยขึ้นเพื่อชดเชยปริมาณขายที่ลดลงจากวิกฤตวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสถัดไป เนื่องจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่อาจกดดันผลกำไรได้หากราคาขายไม่สามารถปรับตัวตามได้ทันท่วงที