เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SCI พลิกขาดทุน 16.38 ล้านบาทใน Q2/2569 เซ่นพิษโครงการภาครัฐชะลอตัว
ข่าวสาร

SCI พลิกขาดทุน 16.38 ล้านบาทใน Q2/2569 เซ่นพิษโครงการภาครัฐชะลอตัว

SCI P/E 75.80 YIELD 0.00
1 ชั่วโมง 07:30 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมทรุดกว่า 41% กดดันผลประกอบการ ขณะที่บริษัทเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด (มหาชน) หรือ SCI รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 16.38 ล้านบาท พลิกจากกำไรสุทธิ 0.61 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลงถึง 2,785.25% ท่ามกลางรายได้รวมที่ปรับตัวลดลงเหลือ 193.73 ล้านบาท หรือลดลง 41.08% YoY โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากการชะลอตัวของโครงการภาครัฐและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรม

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญของผลประกอบการที่ปรับตัวลดลงในไตรมาสนี้ คือ "การเลื่อนกำหนดส่งมอบงานโครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง" ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท ส่งผลให้รายได้จากการขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 43.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

  1. การชะลอตัวของโครงการภาครัฐ: สภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด ทำให้โครงการที่บริษัทรับงานไว้เกิดการเลื่อนกำหนดส่งมอบออกไป ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถรับรู้รายได้ตามแผนที่วางไว้
  2. ภาระค่าใช้จ่ายจากบริษัทย่อยแห่งใหม่: ในไตรมาสนี้บริษัทเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการลงทุนในบริษัทย่อยแห่งใหม่ ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่สามารถสร้างรายได้เข้ามาทดแทนได้ทันที
  3. การปรับโครงสร้างธุรกิจ: บริษัทมีการลงนามสัญญาจำหน่ายเงินลงทุนใน SCIH และโอนสิทธิเรียกร้องของ TSP เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรตามเกณฑ์ TFRS 5 ซึ่งส่งผลต่อการจัดประเภทรายการทางบัญชีและการดำเนินงาน

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

สถานการณ์นี้ "ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด" เนื่องจากรายได้ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของโครงการภาครัฐและการส่งมอบงานที่เลื่อนออกไป อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทมีการปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นเริ่มปรับตัวดีขึ้น เป็นสัญญาณบวกในเชิงการบริหารจัดการต้นทุน แต่ความสำเร็จในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับการเร่งสร้างรายได้จากบริษัทย่อยแห่งใหม่และการกลับมาเดินหน้าของโครงการหลักเป็นสำคัญ

Highlight สำคัญ

  • ผลขาดทุนสุทธิ: 16.38 ล้านบาท (เทียบกับกำไร 0.61 ล้านบาท ใน Q2/2568)
  • รายได้รวม: 193.73 ล้านบาท ลดลง 41.08% YoY
  • รายได้จากการขาย: ลดลง 133.21 ล้านบาท (-43.19% YoY) จากการเลื่อนส่งมอบงานโครงการเสาส่งไฟฟ้า
  • อัตรากำไรขั้นต้น: ปรับตัวดีขึ้นจากการปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนจริง
  • สถานะทางการเงิน: D/E Ratio ลดลงเหลือ 1.17 เท่า จาก 1.36 เท่า ณ สิ้นปี 2568 จากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว

ภาพรวมผลประกอบการ

ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชะลอตัวของงานโครงการภาครัฐ แม้บริษัทจะพยายามบริหารจัดการต้นทุนและปรับราคาขายให้เหมาะสมจนทำให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น แต่ด้วยปริมาณงานที่ลดลงและภาระค่าใช้จ่ายจากธุรกิจใหม่ ทำให้ภาพรวมกำไรสุทธิพลิกเป็นขาดทุน

โอกาส

  • การรับงานจ้างเปลี่ยนหรือเสริมความมั่นคงสะพานที่ชำรุด ซึ่งเป็นรายได้จากการให้บริการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
  • การปรับโครงสร้างธุรกิจผ่านการขายเงินลงทุนใน SCIH และ TSP จะช่วยให้บริษัทมีความคล่องตัวและลดภาระหนี้สินที่เกี่ยวข้องลงได้
  • การซื้อธุรกิจรับเหมาขนาดเล็กในประเทศเข้ามาเสริมทัพในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

ความเสี่ยง

  • ความล่าช้าของโครงการภาครัฐที่อาจส่งผลต่อการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง
  • การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรมและงานรับเหมา
  • ภาระค่าใช้จ่ายจากบริษัทย่อยใหม่ที่ยังไม่สร้างรายได้ในระยะแรก

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. ความคืบหน้าการส่งมอบงานโครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เลื่อนออกไป
  2. การสร้างรายได้ของบริษัทย่อยแห่งใหม่ที่เพิ่งลงทุน
  3. การรับรู้รายได้จากงานจ้างเสริมความมั่นคงสะพาน
  4. การบริหารจัดการกระแสเงินสดภายหลังการขายเงินลงทุนใน SCIH และ TSP

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

บริษัทเน้นการปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุน (ASP) เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ท่ามกลางยอดขายที่ลดลง โดยเน้นการบริหารจัดการลูกหนี้การค้าที่ลดลงจากการเก็บเงินตามรอบเครดิตปกติ และไม่มีการเร่งส่งมอบงานช่วงปลายไตรมาสเพื่อลดความเสี่ยงด้านสินค้าคงคลังและลูกหนี้

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ฐานะการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้นในแง่ของโครงสร้างหนี้ โดย D/E Ratio ลดลงเหลือ 1.17 เท่า จากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินตามกำหนด และการลดลงของเจ้าหนี้การค้าตามรอบการจ่ายเงินโครงการ

สรุปท้าย

SCI เผชิญความท้าทายในไตรมาส 2/2569 จากปัจจัยภายนอกที่ทำให้โครงการล่าช้าและรายได้หดตัว อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างธุรกิจและการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวดขึ้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องติดตาม โดยนักลงทุนควรจับตาความสามารถในการสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่และการฟื้นตัวของงานโครงการหลักในไตรมาสถัดไป

ยังไม่มีความคิดเห็น