เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PSTC พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/66 ลดลง 53.7% รับแรงหนุนกำไรขั้นต้นกลุ่มก่อสร้าง
ข่าวสาร

PSTC พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/66 ลดลง 53.7% รับแรงหนุนกำไรขั้นต้นกลุ่มก่อสร้าง

PSTC P/E -100.00 YIELD 0.00
3 อาทิตย์ 00:50 น. 0 ความเห็น

ส่วนแบ่งขาดทุนร่วมค้าลดลง 90.5% ขณะต้นทุนการเงินพุ่งตามดอกเบี้ยตลาด

บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีผลขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 38.5 ล้านบาท หรือ 53.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของส่วนแบ่งขาดทุนจากการร่วมค้า ขณะที่ภาพรวม 6 เดือนแรกปี 2566 ขาดทุนสุทธิลดลง 68.5 ล้านบาท หรือ 60.1% จากกำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นในกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ PSTC ในไตรมาส 2 ปี 2566 และงวด 6 เดือนแรก มีการขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้า และ 2) การเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้น โดยเฉพาะจากกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 ผลขาดทุนสุทธิลดลง 38.5 ล้านบาท (จาก 71.7 ล้านบาท เป็น 33.2 ล้านบาท) โดยมีส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าลดลงถึง 50.8 ล้านบาท

ส่วนงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ผลขาดทุนสุทธิลดลง 68.5 ล้านบาท (จาก 113.9 ล้านบาท เป็น 45.4 ล้านบาท) ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากกำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น 45.7 ล้านบาท โดยเฉพาะจากกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง และส่วนแบ่งขาดทุนจากการร่วมค้าที่ลดลง 47.3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันคือต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 13.8 ล้านบาท

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าลดลง: สาเหตุหลักมาจากการดำเนินงานของบริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (ทีพีเอ็น) ซึ่งดำเนินธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ โดยในปี 2565 ทีพีเอ็นมีการตั้งประมาณการเบี้ยปรับเงินเพิ่มจากสรรพากร ซึ่งส่งผลให้ส่วนแบ่งขาดทุนสูงผิดปกติ ในปี 2566 สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลง ทำให้ส่วนแบ่งขาดทุนลดลงอย่างมาก แม้ว่าโครงการจะยังอยู่ระหว่างการทดสอบการดำเนินการเชิงพาณิชย์และคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2566
  • กำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง: ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 กลุ่มบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก (จาก 3.7% เป็น 9.3%) เนื่องจากมีการรับรู้กำไรจากการก่อสร้างโครงการใหม่ คือ งานในโครงการ GSP7 ซึ่งเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 1 ปี 2566 ในขณะที่งวดเดียวกันของปีก่อน (6M 65) มีการรายงานอัตรากำไรขั้นต้นติดลบจากการปรับปรุงต้นทุนงานก่อสร้างบางโครงการในช่วงปิดโครงการ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง (แต่ต้องจับตาปัจจัยกดดัน):

  • ส่วนแบ่งขาดทุนจากร่วมค้า: มีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่อง หากทีพีเอ็นสามารถเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2566 ตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะช่วยลดผลขาดทุนจากรายการนี้
  • กำไรขั้นต้นกลุ่มก่อสร้าง: การรับรู้รายได้และกำไรจากโครงการ GSP7 จะเป็นปัจจัยหนุนต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาการบริหารจัดการต้นทุนในโครงการก่อสร้างต่างๆ เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้ดี
  • ปัจจัยกดดัน: ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาว่าจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะต่อไปอย่างไร

Highlight สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิ Q2/66 ลดลง 53.7% YoY: จาก 71.7 ล้านบาท เหลือ 33.2 ล้านบาท
  • ขาดทุนสุทธิ 6M/66 ลดลง 60.1% YoY: จาก 113.9 ล้านบาท เหลือ 45.4 ล้านบาท
  • รายได้รวม Q2/66 ลดลง 1.4% YoY: อยู่ที่ 364.4 ล้านบาท โดยรายได้จากการก่อสร้างลดลง 81.7% ขณะที่รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 41.0%
  • รายได้รวม 6M/66 ลดลง 3.8% YoY: อยู่ที่ 826.0 ล้านบาท รายได้จากการก่อสร้างลดลง 72.5% แต่รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 55.3%
  • กำไรขั้นต้น 6M/66 เพิ่มขึ้น 145.7%: จาก 31.4 ล้านบาท เป็น 77.1 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง
  • ส่วนแบ่งขาดทุนจากร่วมค้าลดลง 90.5% ใน Q2/66 และ 79.6% ใน 6M/66: จากผลการดำเนินงานของ TPN ที่ยังไม่เริ่มเชิงพาณิชย์

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 PSTC มีรายได้รวม 364.4 ล้านบาท ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงอย่างมากของรายได้จากการก่อสร้าง (ลดลง 81.7% หรือ 98.0 ล้านบาท) เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เคยรับรู้รายได้จำนวนมากได้ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 ในขณะที่ปีนี้มีรายได้หลักจากการก่อสร้างโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 7 ซึ่งเพิ่งเริ่มดำเนินการ อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายเติบโตขึ้น 41.0% หรือ 89.7 ล้านบาท จากราคาขายผลิตภัณฑ์ LPG, LNG, NGV ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน โดยเฉพาะ LNG ที่ราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้น 52.9% ในงวด 6 เดือนแรก

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 826.0 ล้านบาท ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุคล้ายคลึงกับไตรมาส 2 คือรายได้จากการก่อสร้างที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ลดลง 72.5% หรือ 267.9 ล้านบาท) แต่ได้รับการชดเชยด้วยรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 55.3% หรือ 233.4 ล้านบาท

อัตรากำไรขั้นต้นรวมใน Q2/66 อยู่ที่ 8.6% ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ในส่วนของกลุ่มงานก่อสร้างมีอัตรากำไรขั้นต้นติดลบเนื่องจากการปรับปรุงต้นทุนงานก่อสร้างบางโครงการในช่วงปิดโครงการ สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 อัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากเป็น 9.3% จาก 3.7% ในปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากกำไรที่รับรู้ในโครงการ GSP7

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารใน Q2/66 และ 6M/66 ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานตามจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น

โอกาส

  • การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของ TPN: หากโครงการไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค (TPN) สามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2566 จะช่วยลดภาระส่วนแบ่งขาดทุนและอาจพลิกกลับมามีส่วนแบ่งกำไรได้ในอนาคต
  • โครงการก่อสร้างใหม่: การรับรู้รายได้และกำไรจากโครงการก่อสร้างใหม่ เช่น โครงการ GSP7 จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้และกำไรในระยะต่อไป
  • ราคาผลิตภัณฑ์พลังงาน: การปรับตัวสูงขึ้นของราคาขายผลิตภัณฑ์ LPG, LNG, NGV ตามต้นทุน จะช่วยหนุนรายได้จากการขาย

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาพลังงาน: แม้ราคาขายที่สูงขึ้นจะเป็นผลดีต่อรายได้ แต่ความผันผวนของราคาพลังงานอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายและความสามารถในการทำกำไร
  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยตลาดส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น ซึ่งกดดันผลกำไรสุทธิ
  • การบริหารจัดการต้นทุนโครงการก่อสร้าง: การปรับปรุงต้นทุนงานก่อสร้างบางโครงการอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะในช่วงปิดโครงการ
  • ความล่าช้าในการเริ่มดำเนินการของ TPN: หากการทดสอบการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของ TPN ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ อาจส่งผลกระทบต่อการรับรู้ส่วนแบ่งกำไร/ขาดทุน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • ความคืบหน้าและกำหนดการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ TPN
  • การรับรู้รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นจากโครงการก่อสร้าง GSP7 และโครงการอื่นๆ
  • แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัท
  • การบริหารจัดการต้นทุนในกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง เพื่อรักษาอัตรากำไร
  • ทิศทางราคาผลิตภัณฑ์พลังงาน (LPG, LNG, NGV) และผลกระทบต่อปริมาณการขาย

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)

  • รายได้จากการขาย: เติบโตได้ดีในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 (เพิ่มขึ้น 55.3% YoY) โดยมีแรงหนุนหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์ LPG, LNG, NGV ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน โดยเฉพาะ LNG ที่ราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้นกว่า 52.9%
  • รายได้จากการก่อสร้าง: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ลดลง 72.5% ใน 6M/66 YoY) เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เคยรับรู้รายได้ในปี 2565 ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ขณะที่โครงการใหม่ เช่น GSP7 เพิ่งเริ่มดำเนินการ
  • อัตรากำไรขั้นต้น: โดยรวมปรับตัวดีขึ้นใน 6M/66 (จาก 3.7% เป็น 9.3%) จากการรับรู้กำไรในโครงการ GSP7 แต่กลุ่มงานก่อสร้างมีอัตรากำไรขั้นต้นติดลบใน Q2/66 จากการปรับปรุงต้นทุนงานก่อสร้างบางโครงการในช่วงปิดโครงการ
  • ส่วนแบ่งขาดทุนจากร่วมค้า: ลดลงอย่างมากจากผลกระทบรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปี 2565 ของ TPN ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2566

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 7,423.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนในร่วมค้า และเงินให้กู้ยืมระยะยาวแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,032.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการออกหุ้นกู้ใหม่ในเดือนมกราคม 2566 จำนวน 788.2 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งนำไปชำระคืนหุ้นกู้เดิมและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานใน 6M/66 ติดลบ 5.5 ล้านบาท เทียบกับติดลบ 183.6 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนติดลบ 86.6 ล้านบาท และกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเป็นบวก 84.2 ล้านบาท โดยมีรายการสำคัญคือการให้กู้ยืมระยะยาวแก่ TPN และการออกหุ้นกู้

สรุปท้าย

PSTC ในไตรมาส 2 ปี 2566 สามารถลดผลขาดทุนสุทธิลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการลดลงของส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมค้า TPN ที่มีรายการพิเศษในปีที่แล้ว ประกอบกับการรับรู้กำไรที่ดีขึ้นจากโครงการก่อสร้างใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามภาวะดอกเบี้ยตลาด การจับตาความคืบหน้าในการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของ TPN และการบริหารจัดการต้นทุนโครงการก่อสร้าง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น