SAMART ลุ้นรอบการฟื้นตัวครั้งใหญ่ รับอานิสงส์งานภาครัฐและธุรกิจการบิน
ไฮไลท์สำคัญ
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น SAMART โดยประเมินราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2026 ไว้ที่ 8.70 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธีอิงค่า PER ที่ 12 เท่า มองว่าบริษัทกำลังเข้าสู่รอบการฟื้นตัวครั้งใหม่ที่ชัดเจน ทั้งจากธุรกิจ ICT ที่กลับมาคึกคักตามการลงทุนภาครัฐ และธุรกิจพลังงานที่ได้ประโยชน์จากเทรนด์ Smart Grid และพลังงานสะอาด
เจาะลึกปัจจัยหนุนการเติบโต
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจาก SAV ธุรกิจบริหารจราจรทางอากาศในกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งสร้างกำไรหลักที่มีลักษณะเป็นสัมปทานและมีคู่แข่งต่ำ โดยได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบิน ส่วนธุรกิจ ICT ภายใต้ SAMTEL ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและพร้อมรับงานโครงการ Digital Government และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ นอกจากนี้ TEDA ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการรับงานระบบสายส่งไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าย่อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ของประเทศ
ข้อสังเกตและมุมมองเชิงกลยุทธ์
ปัจจุบันราคาหุ้น SAMART ซื้อขายอยู่ที่ระดับ PER ปี 2026 เพียง 7.8 เท่า ซึ่งถือว่า “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับกลุ่มรับเหมางานไอทีรายอื่นที่ซื้อขายกันในระดับ 12-15 เท่า สะท้อนความเป็นหุ้น Laggard Play ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกมาก ทั้งนี้ แม้ผู้บริหารจะมีการปรับเป้าหมายกำไรปี 2026 ลงเล็กน้อยเหลือ 777 ล้านบาท จากความล่าช้าของงานประมูลในช่วงจัดตั้งรัฐบาล แต่แนวโน้มในครึ่งปีหลัง (2H26) คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการประมูลงานใหม่ๆ
สรุปภาพรวมการลงทุน
หยวนต้าคาดการณ์กำไรปกติปี 2026 ไว้ที่ 730 ล้านบาท (+7% YoY) และเติบโตต่อเนื่องสู่ 833 ล้านบาท (+14% YoY) ในปี 2027 โดยมองว่าโครงสร้างธุรกิจของ SAMART มีความแข็งแกร่งขึ้นจากงบดุลที่ดีขึ้นและคุณภาพกำไรที่มาจากรายได้ประจำ (Recurring Income) มากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงเรื่อง Conglomerate Discount ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานที่ราคายังมี Upside สูงถึง +54% จากราคาปัจจุบัน