<b>NEO เผชิญแรงกดดันต้นทุนวัตถุดิบฉุดกำไร โบรกฯ ปรับลดประมาณการ</b>
1. ไฮไลท์สำคัญ
บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO กำลังเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนสารลดแรงตึงผิวที่พุ่งสูงขึ้น ตามทิศทางราคาน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (PKO) ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทำให้โบรกเกอร์ KS (กสิกรไทย) ตัดสินใจปรับลดประมาณการกำไรปกติลง เพื่อสะท้อนสถานการณ์ต้นทุนที่ยังคงกดดันการเติบโตของบริษัทในระยะถัดไป
2. เจาะลึกสถานการณ์และผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ของ NEO ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก GPM ที่ลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (PKO) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2/2569 ราคา PKO ยังคงเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้แนวโน้ม GPM มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไว้ที่ 6-8% โดยคาดว่าในไตรมาส 2/2569 กำไรปกติจะอยู่ที่ 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) มีแนวโน้มลดลง
3. ข้อสังเกตและมุมมองการลงทุน
ทาง KS มีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของ NEO เนื่องจากปัจจัยหนุนในการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นยังมีจำกัด ประกอบกับมูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับที่ถูก โดยโบรกเกอร์ได้กำหนดคำแนะนำ "ถือ" พร้อมตั้งราคาเป้าหมายไว้ที่ 15.92 บาท เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไรปกติลงจากผลกระทบของต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงเป็นปัจจัยลบสำคัญที่จำกัดการขยายตัวของบริษัท
4. บทสรุปการลงทุน
สรุปภาพรวม NEO ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิตที่ผันผวนตามราคาน้ำมันปาล์มโลก แม้บริษัทจะพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพื่อประคองกำไรในไตรมาส 2/2569 แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน โดยติดตามสถานการณ์ราคา PKO อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางกำไรของบริษัทในระยะถัดไป