เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TQM เผชิญแรงกดดันระยะสั้น จับตาแผนดันบริษัทย่อยเข้าตลาดฯ หนุนการเติบโตระยะยาว
ข่าวสาร

TQM เผชิญแรงกดดันระยะสั้น จับตาแผนดันบริษัทย่อยเข้าตลาดฯ หนุนการเติบโตระยะยาว

TQM P/E 11.55 YIELD 8.14
2 วัน 02:36 น. 0 ความเห็น

1. ไฮไลท์สำคัญ: ปรับลดกำไรแต่ยังคงจุดเด่นด้านเงินปันผล

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย (KS) มีมุมมอง “เชิงลบเล็กน้อย” ต่อผลการดำเนินงานของ TQM หลังการประชุมนักวิเคราะห์ โดยคาดการณ์ว่ากำไรในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2569 จะชะลอตัวลงจากปัจจัยกดดันรอบด้าน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงความน่าสนใจในฐานะ “หุ้นปันผลสูง” โดยตั้งเป้าจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ในระดับ 1.0-1.1 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 7.5%-8.3% ต่อปี

2. ส่วนเนื้อหา: วิเคราะห์ปัจจัยลบและแผนกลยุทธ์ในอนาคต

ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้ค่านายหน้าในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2569 จะหดตัวลงจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ยอดขายประกันรถยนต์ที่ชะลอตัว 2. การแข่งขันที่รุนแรงในตลาด และ 3. ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีแนวโน้มเปลี่ยนไปซื้อประกันที่คุ้มครองน้อยลง (เช่น จากชั้น 1 เป็นชั้น 2+ หรือ 3+) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประกันรุ่นประหยัดสร้างรายได้ค่านายหน้าน้อย แต่มีต้นทุนการขายที่สูงใกล้เคียงกับประกันชั้น 1

ในด้านบวก TQM มีแผนนำบริษัทย่อย 2 แห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2569 ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าจะมีการรับรู้กำไรพิเศษจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้นำมูลค่าส่วนนี้มารวมในประมาณการราคาเหมาะสม

3. ข้อสังเกต: การปรับประมาณการและการประเมินมูลค่า

จากแนวโน้มยอดขายและอัตรากำไรที่อ่อนแอลง ทำให้ KS ตัดสินใจ ปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2571 ลง 7-10% เพื่อสะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์ตลาด โดยกำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 15.90 บาท ทั้งนี้ แม้จะมีแรงกดดันในระยะสั้น แต่ TQM ยังคงมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่แข็งแกร่ง โดยคาดการณ์อัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ไว้ที่ระดับ 84-85% ในช่วงปี 2569-2571

4. ส่วนสรุป: กลยุทธ์การลงทุน

สรุปภาพรวม TQM ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่เน้น เงินปันผลสูง (Dividend Play) แม้ผลประกอบการในไตรมาส 2-3 จะเผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคและการแข่งขันที่รุนแรง แต่การนำบริษัทย่อยเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของแผนการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการผลักดันราคาหุ้นในระยะถัดไป

ยังไม่มีความคิดเห็น