SCCC กำไร Q1/69 พุ่ง! INVX ชี้เป้าราคา 200 บาท รับอานิสงส์ถ่านหิน-โครงสร้างพื้นฐาน
INVX ยังคงแนะนำ "Outperform" สำหรับ SCCC ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 200 บาท อ้างอิง PE 14.5 เท่า มองบวกจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน, data center และราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ยังสูง
ไฮไลท์สำคัญ
- SCCC รายงานกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 1.4 พันลบ. เพิ่มขึ้น 35% YoY และ 128% QoQ หนุนโดยธุรกิจปูนซีเมนต์ในไทย และการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี
- INVX คาดการณ์กำไรปกติ 2Q69 จะเพิ่มขึ้น YoY จากความต้องการปูนซีเมนต์ในภาคโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่เพิ่มขึ้น
- SCCC ได้รับประโยชน์สุทธิจากราคาถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจาก LANNA (SCCC ถือหุ้น 61.4%) มียอดขายถ่านหินสูงกว่าการใช้ของ SCCC อย่างมีนัยสำคัญ
ผลประกอบการแข็งแกร่ง หนุนแนวโน้มสดใส
SCCC ได้รับอานิสงส์จากราคาถ่านหินที่สูงขึ้น เนื่องจาก LANNA มียอดขายถ่านหิน 9-10 ล้านตันต่อปี ซึ่งสูงกว่าการใช้ถ่านหินของ SCCC ที่ 1.5 ล้านตันต่อปี แม้ว่า LANNA จะเผชิญ ASP ที่ลดลงจากการมีสัดส่วนถ่านหินคุณภาพต่ำเพิ่มขึ้นก็ตาม ผู้บริหาร SCCC คาดว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะทำให้ราคาถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้น 20-30% SCCC จะใช้ AI ปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์, บริหารจัดการต้นทุน และปรับราคาขาย
ความต้องการปูนซีเมนต์ในไทยคาดว่าจะทรงตัว YoY ในปี 2569 จากตลาดที่อยู่อาศัยที่ซบเซา แต่การใช้จ่ายภาครัฐจะช่วยสนับสนุน ส่วนความต้องการปูนซีเมนต์ในเวียดนามยังคงแข็งแกร่ง โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 84 MW เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่ ก.พ. 2569 และคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้ 270 ลบ. ต่อปี
ข้อสังเกตและประมาณการ
อัตรา EBITDA margin ของธุรกิจปูนซีเมนต์โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 27% ใน 1Q69 (4Q68: 21%, 1Q68: 24%) INVX คาดว่ากำไรปกติใน 2Q69 จะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล แต่จะเพิ่มขึ้น YoY จากความต้องการปูนซีเมนต์ในภาคโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นจะส่งผลบวกสุทธิต่อกลุ่ม SCCC
INVX คาดว่าราคาหุ้น SCCC จะได้รับแรงหนุนจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานและวัฏจักรการลงทุนใน data center รวมถึง ASP ที่ยังอยู่ในระดับสูง ปัจจุบันหุ้น SCCC ซื้อขายที่ PER ปี 2569 เพียง 10.4 เท่า พร้อมกับให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 7.1%
สรุปและคำแนะนำ
INVX ยังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ SCCC โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 200 บาท อ้างอิง PE 14.5 เท่า หรือ -0.5SD ของ PE เฉลี่ย 10 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อ, ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือการบริหารจัดการพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง