https://aio.panphol.com/assets/images/community/16933_765A4B.png

หุ้น RABBIT พุ่งแรงขึ้นมาอย่างชัดเจนจากปีงบ 2568 ด้วยรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 42% และกำไรสุทธิทะยานไปถึง 1,779 ล้านบาท

P/E 10.37 YIELD 0.00 ราคา 0.33 (0.00%)

หุ้น RABBIT พุ่งแรงขึ้นมาอย่างชัดเจนจากปีงบ 2568 ด้วยรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 42% และกำไรสุทธิทะยานไปถึง 1,779 ล้านบาท

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หุ้น RABBIT พาดพิงความหวังให้กับนักลงทุนอย่างไม่เคยมีวันสิ้นสุด เมื่อรายได้รวมของบริษัทพุ่งขึ้นถึงระดับ 7,837 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พลิกผันจากภาพรวมธุรกิจที่เคยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกไม่มั่นคง และนโยบายภาครัฐที่กระทบต่อรายได้โรงแรมถึง 79 ล้านบาท โดยเฉพาะเมื่ออัตราการเข้าพักโรงแรมลดลงถึงร้อยละ 92% สุดยอดของปีนี้คือกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT/Core Profit) พุ่งขึ้นไปถึง 3,107 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,779 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า (Core Business) พุ่งขึ้นถึง 7,108 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้รวมถึง 60% ของทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการย้ายโฟกัสกลยุทธ์จาก M&A มาเป็นการพัฒนาทรัพย์สินแบบครบวงจรในทำเลศูนย์กลางกรุงเทพฯ

“เราไม่ได้แค่ผลิตทรัพย์สิน เราผลิตชีวิตให้กับลูกค้าระดับมืออาชีพ”

การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นผลมาจากความเข้าใจลึกซึ้งในพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่ออัตราการเช่าอาคารสำนักงานและพื้นที่พาณิชย์ในทำเลศูนย์กลางกรุงเทพฯ พุ่งขึ้นไปถึงระดับ 70% จากโครงการ The Unicorn พญาไท และเดอร์ไลน์สาธร ซึ่งเป็นตัวแทนของกลยุทธ์การเน้นพัฒนา Mixed-Use และทำเลที่เชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างแท้จริง

“เราไม่ได้รอให้มีคนมาซื้อ เราสร้างคนมาใช้ชีวิต”

แม้ธุรกิจอื่นๆ จะเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ธุรกิจอื่นๆ ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 298% จากการจำหน่ายทรัพย์สิน และบริการทางการเงินที่เติบโตถึงร้อยละ 42% แต่บริษัทกลับยืนยันว่าจะไม่เดินหน้าขยายธุรกิจโรงแรมอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต โดยเน้นการพัฒนาทรัพย์สินที่มีอยู่มากกว่าการซื้อกิจการ (M&A) ดังนั้นการยุติแผนจำหน่ายโรงแรมเวียนนาเฮาส์และKeystone Estateจึงไม่ใช่แค่การลดภาระหนี้ แต่เป็นการรีแบรนด์ธุรกิจให้เน้นความยั่งยืนและสร้างมูลค่าระยะยาว

“เราเลิกซื้อกิจการแล้ว เราเริ่มสร้างชีวิต”

ในปีนี้บริษัทยังคงเปิดตัวโครงการใหม่อย่าง Custom House Bangkok ปลายปี และเสร็จสิ้นงานพัฒนาเดอร์ไลน์สาธรและเดอร์แลนด์แฮมคัสเตอร์เฮาส์ไว้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยแผนระยะยาวตั้งเป้าจะกลายเป็นผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าในกรุงเทพฯ ภายใน 3–5 ปีข้างหน้า

“เราไม่แค่ตั้งเป้าหมาย เราสร้างโลกใหม่ให้กับคนทำงาน”

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • Q: ในแง่กลยุทธ์การเติบโต บริษัทมีแผนเข้าซื้อกิจการโรงแรมอื่นๆ เพิ่มเติมในไทยภายในหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าหรือไม่ครับ? หากมี จะเน้นทำเลใดเป็นหลัก?
    A: การขยายธุรกิจในอนาคตจะเน้นการพัฒนาทรัพย์สินที่บริษัทมีอยู่มากกว่าการซื้อกิจการ (M&A) โดยมุ่งเน้นทำเลกรุงเทพฯ และโครงการ Mixed-Use ที่ตอบโจทย์ลูกค้าระดับมืออาชีพ เช่น The Unicorn พญาไท และโครงการใหม่อย่าง Custom House Bangkok ที่จะเปิดให้บริการปลายปีนี้
  • Q: มุมมองของบริษัทต่อแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าในช่วง 3–5 ปีข้างหน้าภายใต้ภาวะโอเวอร์ซับพลายคืออย่างไรครับ?
    A: เห็นว่าภาวะโอเวอร์ซับพลายอาจไม่กระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าของบริษัทโดยตรง เนื่องจากเน้นผู้เช่าระยะยาว (Secure Long-Term) และทำเลที่เหมาะสม เช่น Noble คนจิตในลอนดอนหรือ The Unicorn พญาไท ที่อยู่ในศูนย์กลางธุรกิจและเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ

โพสต์ล่าสุด