บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
หุ้น S พุ่งแรงปี 2568: กำไรสุทธิกระโดดเกือบ 4 เท่า จ่ายปันผลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 0.07 บาทต่อหุ้น
P/E -100.00 YIELD 2.73 ราคา 0.55 (0.00%)
หุ้น S พุ่งแรงปี 2568: กำไรสุทธิกระโดดเกือบ 4 เท่า จ่ายปันผลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 0.07 บาทต่อหุ้น
บริษัทสิงห์เอสเตทจำกัดมหาชน (S) โชว์ฟอร์มร้อนแรงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยพลิกโฉมโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอธุรกิจอย่างชัดเจน ด้วยการขายโรงแรมรายเด่นในสหราชอาณาจักรที่ไม่สามารถสร้างกำไรได้ พร้อมนำเงินจำนวนมหาศาลมาลงทุนเสริมศักยภาพธุรกิจหลัก เช่น การปรับปรุงและรีแบรนด์ทรัพย์สินในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงการเจาะตลาด Data Center ระดับใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมอ่างทอง ผลลัพธ์คือ รายได้รวมแตะระดับ 19,400 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) อยู่ที่ 3,500 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะระดับ 531 ล้านบาท พร้อมจ่ายเงินปันผลเต็มรูปแบบที่สูงถึง 0.07 บาทต่อหุ้น — เป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์บริษัท
“การขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างกำไร พร้อมนำเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ คือก้าวสำคัญที่เปลี่ยนโฉมธุรกิจของ S จากการพึ่งพารายได้ไม่ประจำ มาสู่โมเดลที่เน้น recurring income และความยั่งยืน”
ภาพรวมธุรกิจสะท้อนความสำเร็จอย่างชัดเจนในหลายมิติ โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย ที่มียอดขาย Presale สูงถึง 98% และมีรายได้โอน (Transfer Revenue) อยู่ที่ 84 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ASP (ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วย) เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการปรับตัวของตลาดและคุณภาพโครงการที่ดีขึ้น พร้อมกับการลดสต็อกเหลือขาย (Inventory/Unsold) ลงถึง 30% และเพิ่ม Land Bank (เงินลงทุนในที่ดิน) ขึ้น 50% เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
“การเจาะตลาด Data Center ในนิคมอุตสาหกรรมอ่างทองไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับธุรกิจระดับโลก — และนั่นคือกุญแจสำคัญสู่รายได้ประจำในอนาคต”
ด้านโครงสร้างเงินทุน บริษัทยังคงรักษา D/E Ratio ไว้ที่ 1.56 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดีภายใต้แผนขยายตัว โดยมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจแนวราบและแนวสูงอยู่ที่ 60% และ 40% ตามลำดับ สะท้อนความสมดุลในการพัฒนาโครงการทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 3,000–3,500 ล้านบาทในภูมิภาคประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะการซื้อโรงแรมรายใหญ่ที่มีศักยภาพ และอาจร่วมทุนกับนักลงทุนสถาบันเพื่อขยายขนาดโครงการ
“แม้จะมีขาดทุนทางบัญชี 1,000 ล้านบาท จากการปรับมูลค่าทรัพย์สินโรงแรมยูเค แต่กำไรจากเงินสดยังแข็งแกร่งพอให้จ่ายปันผลเต็มรูปแบบ — นี่คือความแตกต่างระหว่างบัญชีกับกระแสเงินสด”
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง? บริษัทประเมินว่าผลกระทบนั้นจำกัดเฉพาะช่วง Low Season และรายได้ส่วนใหญ่ (70%) มาจากช่วง High Season โดยเฉพาะในประเทศไทยและมัลดีฟ ส่วนลูกค้าจากตะวันออกกลางเข้ามาในช่วง Low Season จึงไม่กระทบต่อรายได้รวมอย่างมีนัยสำคัญ
- ผลกระทบจากการขายโรงแรมยูเค 15 แห่ง? การขายทรัพย์สินที่ขาดทุนสะสมมาตลอด (net loss) ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในปีถัดไป และช่วยปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- แผนลงทุนเพิ่มเติม? มีแผนใช้เงิน 3,000–3,500 ล้านบาทในภูมิภาคไทยและเอเชียแปซิฟิก โดยเน้นการซื้อโรงแรมรายใหญ่ที่มีศักยภาพ และอาจร่วมทุนกับนักลงทุนสถาบัน
- แรงขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาฯ? โครงการ Serin, The Extro และ Smith Ramintra มียอดขายเกินเป้าหมาย โดยเฉพาะ Serin ที่ตั้งอยู่บนถนนพระนกกาญจน์ และ The Extro บนสุขุมวิท พร้อมมีแผนขยายไปยังโครงการร่วมพัฒนา One Real Estate บนถนนพระรามสาม
- เป้าหมายธุรกิจนิคมฯ? มุ่งเจาะตลาด Data Center ขนาด 200–400 ไร่ โดยมี checklist ครบถ้วนทั้งไฟฟ้า พลังงานทางเลือก น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ซึ่งจะสร้างรายได้ไม่ประจำและ recurring income จากการขายไฟฟ้าและการซื้อน้ำ
- ผลกระทบต่อกำไรทางบัญชี? การปรับมูลค่าทรัพย์สินโรงแรมยูเคทำให้ขาดทุนทางบัญชี 1,000 ล้านบาท แต่ไม่กระทบต่อกำไรจากเงินสด บริษัทยังสามารถจ่ายปันผลเต็มรูปแบบได้เนื่องจากมีกำไรจากการประกอบการจริง
- เป้าหมายระยะสั้น-ยาว? เป้าหมายคือเพิ่มสัดส่วนรายได้ recurring income จากโรงแรมและอาคารสำนักงานให้ถึง 70% และเสริมรายได้จาก Data Center ในอ่างทองอย่างน้อยหนึ่งรายในปีนี้ ส่วนระยะยาว เตรียมโอนโครงการ One River พระรามสาม มูลค่า 3,000 ล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2567
สิ่งที่ต้องจับตามอง
- การเติบโตของตลาด Data Center ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ศักยภาพการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานในอ่างทอง
- สถานะของ Real Demand ในทำเลใหม่หลังจากโครงการถนนพระนกและโครงการใหม่เสร็จสมบูรณ์
- การปรับตัวของธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อสภาวะสงครามผ่านพ้นไป
ภาพรวมของ S ในปี 2568 ไม่ใช่แค่การเติบโตทางตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีความหมาย — จากธุรกิจที่พึ่งพาการโอนที่ดิน กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่เน้นรายได้ประจำ ควบคู่กับการขยายตัวในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง พร้อมรักษาความสามารถในการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์