https://aio.panphol.com/assets/images/community/16767_230C82.png

IRPC ฟื้นตัวดุเดือด! กำไรขั้นต้นพุ่ง 39% แต่ขาดทุนสุทธิยังอยู่ที่ -3,571 ล้านบาท ปี 2568 จุดเปลี่ยนจาก “3S” สู่ “4R & 3S”

P/E -100.00 YIELD 0.78 ราคา 1.29 (0.00%)

IRPC ฟื้นตัวดุเดือด! กำไรขั้นต้นพุ่ง 39% แต่ขาดทุนสุทธิยังอยู่ที่ -3,571 ล้านบาท ปี 2568 จุดเปลี่ยนจาก “3S” สู่ “4R & 3S”

IRPC ปิดบัญชีปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพลักษณ์ที่พลิกผันอย่างน่าจับตา เมื่อ EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 39% จากปีก่อนหน้า สู่ระดับ 6,204 ล้านบาท แม้จะยังคงเผชิญภาวะขาดทุนสุทธิอยู่ที่ -3,571 ล้านบาท แต่ถือว่าลดลงจาก -5,193 ล้านบาทในปีก่อนหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการรับรู้กำไรพิเศษจากการจำหน่ายสินทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-Core Assets) รวมมูลค่า 3,900 ล้านบาท จากการขายที่ดินให้กับ IRPC Clean Power และกำไรเพิ่มเติมจากหุ้น WHA IER จำนวน 1,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดภาระหนี้สินและเสริมสภาพคล่องในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

“การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์จาก ‘3S’ สู่ ‘4R & 3S’ ไม่ใช่แค่ชื่อใหม่ แต่คือการพลิกโฉมธุรกิจให้ยั่งยืนในยุคพลังงานสะอาด”

ภาพรวมผลประกอบการสะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ “Stabilize” ที่เน้นการลดภาระทางการเงินผ่านการขายสินทรัพย์ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่มีการจำหน่ายที่ดินมูลค่า 3,900 ล้านบาท และการปิดดีลขายหุ้น WHA IER อย่างสมบูรณ์ในไตรมาสแรกของปี 2569 พร้อมกับรักษาระดับ Net Sell Revenue ไว้ที่ 233,000 ล้านบาท แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาวะราคาน้ำมันดิบลดลงราว 17% ส่งผลให้กำไรขั้นต้น (GRM) และ Market GIM ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ EBITDA จากธุรกิจปิโตรเลียมยังคงครองสัดส่วน 65% ของผลประกอบการทั้งหมด สะท้อนความแข็งแกร่งของ Core Business ที่ยังคงมีความสามารถในการสร้างกำไรแม้ในภาวะตลาดผันผวน

“เราไม่ได้แค่ลดต้นทุน เราเปลี่ยนวิธีผลิตให้ชาญฉลาดขึ้นด้วย AI และระบบ Real-Time Optimization”

ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการภายในถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในปีนี้ โดย IRPC ดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต 39 โครงการ สามารถลดการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 23,460 ตันต่อปี พร้อมนำ AI และแชทบอร์ดมาใช้ตรวจจับเหตุการณ์อัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (human error) และการสูญเสียในโรงงานอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทยังปรับนโยบายการจัดการสต๊อกน้ำมัน โดยลดอัตราการใช้ Hedging จาก 50% เหลือเพียง 30% และเน้นการวางแผนสต๊อกตามแนวโน้มราคาในระยะกลาง พร้อมติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก

“จุดแข็งของเราไม่ใช่แค่ขนาด แต่คือความสามารถในการผลิต Specialty Grade ที่ลูกค้าต้องการ และเครือข่ายครบวงจรที่ผู้เล่นใหม่ในเอเชียทำไม่ได้”

ในแง่กลยุทธ์ระยะยาว IRPC เดินหน้าสู่การ “Reinvent” ธุรกิจด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิลและขยายโมเดล CaaS (Circular Asset Service) พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลง 20% ในปี 2569 โดยใช้ปี 2559 เป็นฐานอ้างอิง และปรับเป้าหมาย Net Zero สู่ปี 2570 อย่างชัดเจน พร้อมวางแผนเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ Specialty Grade จากเดิมที่ 40% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2569 เพื่อยกระดับ margin และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากคู่แข่งใหม่ในจีนและอินโดนีเซีย ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • บริษัทจะจำหน่ายสินทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจหลักเพิ่มเติมไหม? มีแผนศึกษาการขายที่ดินนอกโซน ITP และท่าเรือ (Tank terminals) ร่วมกับภาคเอกชน เช่น เครือโรงพยาบาลสงขลาและปิยเวช
  • ธุรกิจปิโตรเคมีจะปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไป Specialty Grade เพิ่มไหม? มีแผนเพิ่มสัดส่วนจาก 40% เป็น 50% ในปี 2569 เพื่อสร้าง margin สูงขึ้นและยั่งยืน
  • การบริหารความเสี่ยงสต๊อกน้ำมันเปลี่ยนไปอย่างไร? เปลี่ยนจากใช้ Hedging 50% เป็น 30% และเน้นการจัดสรรสต๊อกตามแนวโน้มราคาในระยะกลาง
  • มีแผนลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าเดิมไหม? มีแผนลดต้นทุนต่อหน่วยอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2568 โดยเน้นการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการจัดการทรัพยากรบุคคล (Workforce Optimization)
  • IRPC มีจุดแข็งเมื่อเทียบกับผู้เล่นใหม่ในจีนหรือไม่? จุดแข็งคือความเป็นบริษัทครบวงจร (Integrated Portfolio) และความสามารถในการผลิต Specialty Grade ที่พัฒนาแล้วร่วมกับลูกค้าระยะยาว

เป้าหมายสำคัญในปี 2569

  • Stabilize ผลประกอบการผ่านการลดภาระหนี้สินและเสริมสภาพคล่อง
  • เพิ่มสัดส่วนการขายในประเทศให้ถึง 80%
  • ลด GHG ลง 20% จากฐานปี 2559
  • เร่งพัฒนาโมเดล CaaS และธุรกิจจากพลาสติกรีไซเคิล

สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2569

  • การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบจากนโยบายคว่ำบาตรและการแข่งขันจากโรงกลั่นใหม่ในเอเชีย
  • ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อการจัดซื้อเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
  • แนวโน้มตลาดปิโตรเคมีที่มีแนวโน้มลดกำลังการผลิตในหลายประเทศ

โพสต์ล่าสุด