https://aio.panphol.com/assets/images/community/15943_C4699A.png

PEACE ผงาด ฟื้นตัว! กำไรสุทธิ 17 ล.บาท แม้ยิ่งต้ม ยิ่งอยู่นิ่ง (2568)

P/E 38.94 YIELD 3.90 ราคา 1.54 (0.00%)

PEACE ผงาด ฟื้นตัว! กำไรสุทธิ 17 ล.บาท แม้ยิ่งต้ม ยิ่งอยู่นิ่ง (2568)

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ผันผวนจากสงคราม ภัยเงียบ และดอกเบี้ยสูงไม่ได้หยุดยั้ง PEACE & LIVING จำกัดมหาชน (PEACH) จากการเดินหน้าอย่างมั่นคงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยบริษัทรายงานรายได้รวม 600 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท แม้จะลดลงจากกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน 26 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ถาโถม PEACE ไม่ได้ย่อทอย แต่ยืนหยัดด้วยกลยุทธ์ทางการเงินที่แข็งแกร่ง เน้นการรักษาวินัย ไม่ติดหนี้ระยะยาว และขยายพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมหลากหลาย segment ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะในตลาดบ้านแนวราบระดับกลางถึงสูง ที่มีมูลค่าโครงการเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“เราให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงินเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เราสามารถยืนหยัดในสภาพตลาดที่ผันผวนได้อย่างมั่นคง”

PEACE ตั้งเป้ารายได้จากการจอง (Booking) ไว้ที่ 1,500 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้นถึง 65% จากปีที่ผ่านมา ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และโครงการใหม่ที่เปิดตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาคือการฟื้นตัวของรายได้อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจาก 5 โครงการใหม่ที่เปิดขายในช่วงครึ่งปีหลัง มอบรายได้รวม 380 ล้านบาท และยอดจองจากโครงการใหม่สูงถึง 60%

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนตัวเลขที่ชัดเจน เมื่อพิจารณาจากตารางสรุปผลประกอบการ พบว่าปี 2568 มีรายได้รวม 600 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) หรือ Core Profit 198 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท ยอดขายที่ยังไม่โอน (Backlog) ยังคงมหาศาษตร์ที่ 6,800 ล้านบาท ส่วนแบ่งรายได้จากสินค้าแนวราบอยู่ที่ 60% ในขณะที่สินค้าแนวสูงคิดเป็น 40% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจในตลาดบ้านแนวราบ

“การปรับปรุงโครงสร้างสินค้าและมุ่งเน้นที่ความหลากหลาย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถดึงดูดลูกค้าในทุกช่วงราคาได้”

ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จของ PEACE ไม่ได้มาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม บริษัทก็เผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางถึงสูง ซึ่งต้องมีการปรับกลยุทธ์สินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่ัน ที่ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น แต่ PEACE สามารถบรรเทาผลกระทบนี้ได้ด้วยการเจรจาต่อรองและล็อกราคาวัสดุตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นโครงการ

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับความชะลอตัว ส่งผลให้อัตราปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้นและลูกค้าบางส่วนชะลอการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวราคาสูง แต่ PEACE ก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายตลาดในพื้นที่เมืองใกล้เคียง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าให้เทียบเทียมกับผู้พัฒนาชั้นนำด้านคุณภาพของรูปลักษณ์ ฟังก์ชันการใช้งาน พื้นที่ส่วนกลาง และบริการหลังการขาย รวมถึงการลงทุนในแอปพลิเคชัน Customer Service และระบบ Primary Data เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

“การพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างครอบคลุม เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง”

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

Q: บริษัทมีกลยุทธ์ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างไรบ้างคะ?

A: เน้นการพัฒนาสินค้าให้เทียบเท่า Top Tier Developer ในด้านรูปลักษณ์ ฟังก์ชัน ส่วนกลาง และบริการหลังการขาย เช่น การเปิดแอปพลิเคชันจัดการลูกค้า รวมถึงระบบสมาชิกครอบครัวและสัตว์เลี้ยง

Q: แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้างคะ?

A: โดยปกติยอดขายในไตรมาสที่ 1 จะไม่เร่งตัวมากนัก แต่บริษัทยังคงมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมายรวมถึงอาจเกินเป้าเล็กน้อย

Q: ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านบริษัทได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง และมีแนวทางรับมืออย่างไรคะ?

A: มีผลต่อราคาวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง แต่บริษัทมีระบบเจรจาล็อกราคาตั้งแต่เริ่มโครงการ และปรับขึ้นราคาเฉพาะกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเพื่อป้องกันขาดแคลน

Q: บริษัทมองแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026 เป็นอย่างไรบ้าง และมีแผนการเติบโตอย่างไรคะ?

A: ตลาดแนวราบมี Supply เกิดใหม่น้อยลง ส่งผลให้ Ratio ยอดขายต่อ Supply ดีขึ้น บริษัทจึงมองว่าสามารถขยาย Market Share ได้ โดยมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องจากโครงการที่เปิดตัวรายปี และเพิ่มที่ดินซื้อใหม่ประมาณ 2-3 แปลงต่อปี

บทสรุป

PEACE แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และยังคงมุ่งเน้นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายระยะสั้นคือการทำยอดจองรายได้ 1,500 ล้านบาทในปี 2569 และเพิ่มสัดส่วนสินค้าแนวราบในเมืองเป็น 60% ของพอร์ต รวมถึงแผนระยะยาวในการเสริมที่ดินซื้อใหม่ 2-3 แปลงต่อปี เพื่อขยายพอร์ตโครงการอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองคือการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การปรับตัวของนโยบายการเงิน และความต้องการซื้อบ้านที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่ง PEACE จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ต่อไป

? ข้อมูลอ้างอิง: ทั้งหมดจาก Transcript Opportunity Day PEACE พ.ศ. 2568

โพสต์ล่าสุด