https://aio.panphol.com/assets/images/community/15509_208F44.png

DTCENT ปี 2568: รายได้ลด 1.6% แต่ Backlog ทะลุ 1,983 ล้าน กำไรสุทธิยังรักษาไว้ที่ 98.65 ล้าน พร้อมเปิดแผนพลิกเกมด้วย B2C และ EV Taxi

P/E 11.73 YIELD 6.91 ราคา 0.88 (0.00%)

DTCENT ปี 2568: รายได้ลด 1.6% แต่ Backlog ทะลุ 1,983 ล้าน กำไรสุทธิยังรักษาไว้ที่ 98.65 ล้าน พร้อมเปิดแผนพลิกเกมด้วย B2C และ EV Taxi

บริษัท DTC Enterprise จำกัดมหาชน (DTCENT) ปิดบัญชีงวดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพรวมที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจจากผู้ให้บริการ GPS Tracking รายเดียว สู่ “Total Solution for Smart Transportation” อย่างเต็มตัว โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 728.47 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่ 740.35 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการหดตัว -2% แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ ยอด Backlog ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1,965.76 ล้านบาท เป็น 1,983.65 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.91% ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกว่า บริษัทยังคงรักษาความเชื่อมั่นจากลูกค้าเดิมได้ดี แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

"แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อย แต่ Backlog ที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงความมั่นคงของพอร์ตงานในอนาคต และสะท้อนว่าโมเดลครบวงจรของเราเริ่มได้ผล"

ด้านผลประกอบการ บริษัทยังรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ได้อย่างแข็งแกร่งที่ 13.56% ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 13.54% แม้กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) จะปรับตัวลงจาก 192 ล้านบาท เป็น 185.10 ล้านบาท หรือลดลง 3.6% และอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวจาก 52.32% เหลือเพียง 47.44% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าใหม่และการอัปเกรดอุปกรณ์ MDVR ที่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านขายและบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"การลดลงของอัตรากำไรขั้นต้นไม่ได้เกิดจากความล้มเหลว แต่เป็นผลจากกลยุทธ์ระยะยาวในการลงทุนเพื่ออนาคต"

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ DTCENT ยังคงอยู่ที่ Core Business ที่ยังครองสัดส่วนรายได้ถึง 90% จาก GPS & MDVR โดยเฉพาะในกลุ่ม B2B ที่ยังคงมีฐานลูกค้าเดิมที่มั่นคง ขณะที่ Non-Core Growth Drivers เช่น IoT Solution (6%) และ Software (3%) เริ่มแสดงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะในด้าน Safety Solution และ Smart Shop ที่ได้รับการตอบรับดีจากลูกค้ากลุ่ม SME และผู้ประกอบการรถรับจ้างส่วนตัว

"เราไม่ได้แข่งขันแค่เรื่องราคา แต่แข่งขันเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพ — และนั่นคือจุดที่เราต่างจากคู่แข่ง"

ในปีงบประมาณ 2569 บริษัทวางเป้าหมายรายได้โต 10–15% โดยเน้นการขยายตลาด B2C ผ่านผลิตภัณฑ์ราคาประหยัดอย่าง TPS และ DVR สำหรับรถรับจ้างส่วนตัว ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการใช้พลังงานที่สูงขึ้นและต้องการควบคุมต้นทุนการขนส่ง พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชันเรียกแท็กซี่ภายในองค์กร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีเดิม และเร่งดำเนินโครงการ EV Taxi Solution ที่อยู่ระหว่างเจรจากับผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและบริษัทให้บริการแท็กซี่รายใหญ่ โดยคาดว่ายอดติดตั้งในไตรมาสที่ 1 จะอยู่ในลำดับที่ 2–3 จากคิวงาน

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • เป้าหมายรายได้ปี 2569: ตั้งเป้าโต 10–15% โดยยังคงเน้น GPS Tracking เป็นแกนหลัก แต่ผลักดันรายได้จาก Software และ Safety Solution เพื่อเพิ่มอัตรากำไรสุทธิให้กลับมาเกิน 15%
  • โครงการ EV Taxi: เข้าเจรจากับผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและบริษัทแท็กซี่ใหญ่แล้ว มีแผนเร่งดำเนินการในไตรมาสที่ 1 โดยคาดยอดติดตั้งอยู่ในลำดับที่ 2–3 จากคิวงาน
  • การจัดการต้นทุน: บริษัทเริ่มปรับแผนการจัดซื้อวัตถุดิบ โดยเฉพาะ SD Card เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนโลก และลดการใช้สินค้าที่ไม่จำเป็น
  • กลยุทธ์ B2B vs B2C: ยังคงรักษาฐานลูกค้า B2B ไว้ แต่เพิ่มสัดส่วน B2C โดยเฉพาะกลุ่ม SME และรถรับจ้างส่วนตัวที่ตอบโจทย์ด้านราคาและประสิทธิภาพ
  • อัตรากำไรขั้นต้น: ลดลงจาก 52.32% เป็น 47.44% ในปี 2568 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายด้านบริการเพิ่มขึ้น แต่บริษัทมีแผนควบคุมต้นทุนระยะยาวผ่านการปรับกลยุทธ์การจัดซื้อ

ภาพรวมของ DTCENT ในปี 2568 จึงไม่ใช่เรื่องของการถดถอย แต่เป็นการ “เปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต” — จากผู้ให้บริการอุปกรณ์ GPS สู่ผู้นำด้านโซลูชันอัจฉริยะสำหรับระบบขนส่งที่ปลอดภัยและชาญฉลาด ด้วย Backlog ที่ทะลุ 1,983.65 ล้านบาท และแผนการขยายตัวในกลุ่ม B2C, Smart City และ EV Taxi ที่เริ่มเห็นรูปเป็นร่าง นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าในไตรมาสแรกของปี 2569 อย่างใกล้ชิด

โพสต์ล่าสุด