บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
หุ้น NKT ปี 2568: รายได้ยังเท่าเดิมแต่กำไรลดฮวบ 195 ล้านบาท จุดเปลี่ยนคือ “นครธน 2” และ “ไลฟ์เซ็นเตอร์” ที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง
P/E 11.50 YIELD 4.29 ราคา 4.20 (0.00%)
หุ้น NKT ปี 2568: รายได้ยังเท่าเดิมแต่กำไรลดฮวบ 195 ล้านบาท จุดเปลี่ยนคือ “นครธน 2” และ “ไลฟ์เซ็นเตอร์” ที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง
หุ้น NKT ปิดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพรวมที่ท้าทาย: รายได้รวมยังคงอยู่ที่ 1,988 ล้านบาทเท่าเดิม แต่กำไรสุทธิหดตัวลงเหลือเพียง 195 ล้านบาท จาก 234 ล้านบาทในปีก่อนหน้า หรือลดลงถึง 16.7% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ปรับตัวลดลงจาก 297 ล้านบาท เหลือเพียง 258 ล้านบาท สะท้อนความกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการเติบโต GDP ของไทยอยู่ที่ 2.4% และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มระมัดระวังค่าใช้จ่ายสุขภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยในที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
"รายได้รวมยังคงเท่าเดิม แต่กำไรหดตัว เพราะเราไม่ได้เติบโตจากผู้ป่วยในอีกต่อไป — จุดเปลี่ยนคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกรักษาตัวเองที่บ้าน"
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมไม่ได้หมดหวัง เพราะธุรกิจหลัก (Core Business) กลับเติบโตขึ้นถึง 38 ล้านบาท จากการขยายบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยโรคซับซ้อน โดยเฉพาะแผนกเด็กครบวงจรและศูนย์กระดูกสันหลังที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง อัตราการเติบโตของรายได้ต่อวันนอน (IPD) พุ่งขึ้นจาก 21,808 บาท เป็น 24,842 บาท หรือเพิ่มขึ้น 13.9% ขณะที่ ARPOB (รายได้ต่อผู้ป่วยนอก) อยู่ที่ 3,134 บาท และมีอัตราเติบโตของรายได้ผู้ป่วยนอก YoY ที่ +3% แม้จำนวนผู้ป่วยนอกจะลดลง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
"Core Business เติบโตเพราะเราไม่ได้พึ่งพาผู้ป่วยในอีกต่อไป — แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพบริการเฉพาะทางและประสบการณ์ผู้ป่วย"
จุดเปลี่ยนสำคัญของ NKT ในปีนี้คือการเปิดโรงพยาบาลนครธน 2 เสร็จสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยเฟสแรกเปิดเตียง 102 เตียง จากทั้งหมด 151 เตียง และมีแผนเปิดเตียงเพิ่มอีกในปีถัดไป ส่วนโรงพยาบาลนครธนรองไลฟ์เซ็นเตอร์ (Longline Center) เปิดเตียง 40 เตียงจากทั้งหมด 85 เตียงในปีแรก ทั้งสองโครงการมุ่งเน้นกลุ่มผู้สูงวัยและผู้ป่วยพึ่งพิงทางสุขภาพ ซึ่งมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อไทยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
"เราไม่ได้เปิดเพื่อเติบโตเร็ว แต่เปิดเพื่ออนาคต — ไลฟ์เซ็นเตอร์คือหน่วยงานที่จะทำให้เราเป็นโรงพยาบาลครบวงจรในฝั่งตะวันตก"
แม้รายได้จากผู้ป่วยในจะลดลงอย่างชัดเจน และธุรกิจรอง (Non-Core) หดตัวถึง 37 ล้านบาท แต่ NKT มีแผนบริหารมิกส์ผู้ป่วยอย่างรอบคอบ โดยเปิดนครทวน 2 พร้อมรับผู้ป่วยประกันสังคม 50% และผู้ป่วยทั่วไป 50% เพื่อลดความเสี่ยงจากมิกส์รายต่ำ นอกจากนี้ ยังเน้นบริการป้องกันโรค เช่น คลินิกทันตกรรม และโปรโมชั่นส่วนลดตรวจสุขภาพก่อน-หลังผ่าตัด (ค่าห้องพักและตรวจเลือดฟรี) เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการดูแลสุขภาพตนเอง
"รายได้ 600,000 บาท จาก 20 วันแรกของนครทวน 2 อาจดูน้อย แต่มันคือจุดเริ่มต้นของโมเดลใหม่ที่ยั่งยืน"
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- รายได้และ occupancy rate ของนครทวน 2 ใน Q4 ปี 2568 เท่าใด? — รายได้ประมาณ 600,000 บาทภายใน 20 วันแรก ขณะที่ occupancy rate ยังต่ำเนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้น
- มีผลกระทบจากสงครามหรือไม่? — ผู้ป่วยชาวไทยมากกว่า 95% ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แต่เศรษฐกิจโลกส่งผลต่อการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ ไม่กระทบโดยตรงต่อผู้ป่วย
- มีแผนบริหารมิกส์ผู้ป่วยอย่างไร? — เปิดนครทวน 2 รับผู้ป่วยประกันสังคม 50% และผู้ป่วยทั่วไป 50% เพื่อลดความเสี่ยงจากมิกส์รายต่ำ
- มีแผนเติบโตจาก Royal VIP Ward หรือไม่? — ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากโครงการยังไม่ครบสมบูรณ์ อัตราค่าบริการห้องพักสูงกว่าปกติ 4–5 เท่า (เช่น Sky Sweet, Royal Suite)
- ทำไมจำนวนผู้ป่วยในลดลง? — เนื่องจากผู้ป่วยโรคเรื้อรังเลือกใช้บริการผู้ป่วยนอก รักษาตัวเองที่บ้าน และความเคร่งครัดของกฎระเบียบในโรงพยาบาล
- เป้าหมายระยะสั้น-ยาวคืออะไร? — ระยะสั้น: เติบโต 10–15% จากฐานลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเน้นนครทวน 2 และ Longline Center ส่วนระยะยาว: พัฒนาเป็นโรงพยาบาลครบวงจรในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก
สิ่งที่ต้องจับตามอง
- อัตราการเติบโตของรายได้ต่อเตียงและ ARPOB เพื่อประเมินประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
- ผลกระทบจากนโยบาย Co-payment และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงระมัดระวัง
- การขยายตัวของโรงพยาบาลประกันสังคมและบัตรทอง ที่ดูเหมือนจะครองฐานลูกค้ากลุ่มเดิมได้ดีขึ้น